AudioSolutions: Overture O202B ก้าวย่างจากดินแดนกลุ่มบอลติก

พิพัฒน์ คคะนาท

pipat.cacanaat@gmail.com

ศาสตร์และศิลป์แห่งงานวิศวกรรมลำโพง

                ลำโพงแบรนด์นี้เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาได้ไม่นาน อายุอานามยังไม่ถึงหนึ่งทศวรรษด้วยซ้ำ ด้วยก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1911 โดยวิศวกรลำโพงที่มากความสามารถรายหนึ่ง คือ Gedminas Gaidelis

                โดยลำโพง AudioSolutions ทั้งหมดได้ผลิตขึ้นในโรงงานที่เมือง Vilnius ซึ่งเป็นเมืองหลวงของลิธัวเนีย (ปัจจุบันลิธัวเนียเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรือจัดอยู่ในกลุ่มประเทศ EU) ผู้ผลิตบอกว่าการพัฒนาสุดยอดลำโพงเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถอย่างยิ่ง พวกเขาได้รวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นกฏเกณฑ์ในการออกแบบที่ดี เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า เครื่องไม้เครื่องเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง วัสดุอุปกรณ์ชั้นเลิศ รวมทั้งความต้องการอันเป็นที่สุดของนักฟัง แล้วนำมาหลอมรวมกันด้วยความลงตัวอย่างถึงที่สุดในการก่อให้เกิดขึ้นมาเป็นลำโพงภายใต้ชื่อนี้

                ที่สำคัญ, ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกชิ้นส่วน แม้แต่ชิ้นที่เล็กที่สุดที่นำมาประกอบกันขึ้นมาเป็นลำโพงแบรนด์นี้ ล้วนถูกผลิตขึ้นด้วยงานฝีมือแบบ Hand Crafted ทุกชิ้น และผ่านการตรวจสอบอย่างเคร่งครัด จนมั่นใจได้ว่าปราศจากความผิดพลาดหรือข้อบกพร่องใดๆ แม้แต่เพียงน้อยนิด ก่อนที่จะถูกนำไปใช้งาน

                พร้อมยืนยันว่าทุกสรรพสิ่งที่อยู่เบื้องหลังชื่อ AudioSolutions ล้วนผ่านการเคี่ยวกรำมาอย่างหนักปีแล้ว ปีเล่า ทั้งในแง่ของการวิจัย ค้นคว้า และพัฒนา ไม่เพียงแต่เพื่อนำมาสู่การเป็นลำโพงในอุดมคติ สำหรับการถ่ายทอดเสียงดนตรีที่นักฟังทุกคนต้องการเท่านั้น หากยังได้ก้าวล่วงไปถึงจุดอันเป็นที่ยอมรับ ว่าเป็นชื่อที่บ่งบอกถึงความเป็นผู้มีแนวคิดอันก้าวล้ำ และเป็นผู้นำในการออกแบบเชิงนี้อย่างแท้จริงอีกด้วย

                รวมทั้งยังมีก้าวย่างอยู่ในยุทธจักร Hi-End อย่างมั่นคงยิ่ง

AudioSolutions Overture Series

            กล่าวสำหรับลำโพงในอนุกรม Overture Series นั้น ถือได้ว่าเป็นกลุ่มลำโพงในระดับ Entry Level ของค่าย ที่ปกติแล้วมีกลุ่มลำโพงอยู่ทั้งหมดสามซีรีย์ และมีลำโพงรุ่นพิเศษแยกต่างหาก โดยลำโพงอนุกรมโอเวอร์เจอร์ได้รับแรงบันดาลใจให้มีการพัฒนาต่อมาจากอนุกรมก่อนหน้านี้ คือ Euphony Series

            โดยมีลำโพงทั้งหมด 5 รุ่น ด้วยกัน แยกเป็นแบบวางพื้นทรงทาวเวอร์ 3 รุ่น ลำโพงแบบวางหิ้งและลำโพงเซ็นเตอร์อย่างละ 1 รุ่น ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานทั้งในรูปแบบการดูหนัง และใช้ฟังเพลง ที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้ได้ความคุ้มค่าสูงสุด ขณะเดียวกันก็มีรูปแบบที่คลาสสิคในตัวเอง

                และแม้ว่าจะถูกออกแบบมาเพื่อแทนที่อนุกรม Euphony Series แต่กล่าวโดยรวมแล้ว นอกจากมันจะมีความน่าสนใจกว่าแล้ว มันยังให้การทำงานและมีสุ้มเสียงที่โดดเด่นอันบ่งบอกความเป็นลำโพงชั้นเลิศของ AudioSolutions ได้เป็นอย่างดี Overture Series จึงเป็นย่างก้าวแรกที่สำคัญของใครก็ตามที่สนใจในการเล่นเครื่องเสียง และต้องการก้าวไปสู่การเป็นออดิโอไฟล์ที่มีคุณภาพในอนาคต         

                สำหรับ Overture O202B ที่นำมาให้รู้จักกันเที่ยวนี้ เป็นลำโพงแบบวางหิ้งที่สามารถกล่าวว่า เป็นรุ่นเล็กสุดของค่ายนี้

กับภาพลักษณ์และคุณสมบัติทั่วไป

                ผู้ผลิตบอกว่าลำโพงรุ่นนี้สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ นอกเหนือจากการฟังเพลงในระบบสเตรีโอ 2-แชนเนล ตามปกติแล้ว ยังนำไปเป็นส่วนร่วมกับลำโพงวางพื้นในระบบโฮม เธียเตอร์ หรือจะใช้เป็นลำโพงชุด 5-แชนเนล ทั้งการทำหน้าที่เป็นลำโพงคู่หลัก ลำโพงเซ็นเตอร์ และลำโพงให้บรรยากาศเสียงรายรอบ ซึ่งนอกจากจะให้ความเนื่องของเสียงได้เท่าเทียมกันเป็นอย่างดีแล้ว ยังให้สมดุลเสียงอย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย

                ยอกจากนี้, ด้วยขนาดที่เล็ก กะทัดรัด แบบมีความเพรียวบางอยู่ในที ทำให้มันสามารถนำไปตั้งวางได้อย่างไม่ยุ่งยาก รวมทั้งการมีผิวของโครงสร้างตู้ให้เลือกอย่างหลากหลาย ทำให้สามารถเลือกนำไปใช้กับห้องต่างๆ เพื่อความลงตัวกับเฟอร์นิเจอร์ และบรรยากาศห้องที่แตกต่างกันไปได้อย่างเหมาะสม

                โครงสร้างขึ้นรูปด้วย MDF ที่มีความหนาของผนังแต่ละด้าน 36 มิลลิเมตร ซึ่งใช้เครื่องจักรที่มีความแม่นยำและเที่ยงตรงสูง ควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์แบบ Precision CNC (Computer Numerical Control) Machine ภายในตู้มีการคาดดามเอาไว้ด้วยเทคนิคพิเศษ ที่นอกจากจะเป็นการช่วยเสริมความแกร่งให้กับตู้แล้ว ยังทำให้ขณะทำงานร่วมกับชุดตัวขับเสียงที่ย่านความถี่ต่างๆ มีความเสถียรเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะการทำงานในย่านความถี่ต่ำๆ นั้น สามารถให้ประสิทธิภาพออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะที่แผงหน้าตู้ในส่วนที่ติดตั้งทวีทเตอร์นั้น มีลักษณะลึกเว้าเข้าไปเหมือนการทำงานในแบบ Horn Loaded ซึ่งนอกจากทำให้วัดค่าความเพี้ยนฮาร์โมนิครวม หรือ THD ออกมาได้ต่ำสุดในบรรดาลำโพงกลุ่มราคาระดับเดียวกันแล้ว ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพที่ทำให้ได้ค่าความไวเพิ่มมากขึ้นขณะทำให้อยู่ในย่านความถี่ที่เป็นช่วงวิกฤติอีกด้วย

            ครับ, นั้นก็เป็นที่ผู้ผลิตเกริ่นนำให้ทราบโดยรวม ซึ่งหลังจากที่ผมกระจ่างกับชื่อนี้แล้ว ผมกลับไปที่กล่องลำโพงที่วางอยู่หน้าห้องอีกครั้ง คราวนี้เลื่อนมาวางที่เหมาะๆ เพื่อเปิดกล่องตามรอยเก่าที่เคยเปิดมา ซึ่งพบว่าเป็น Packaging มั่นคงแข็งแรงดีมาก ปกป้องการกระทบกระแทกจากการขนส่งได้เป็นอย่างดี

                หลังจากเอามาตั้งวางเพื่อพิจารณาโครงสร้าง งานฝีมือ พบว่าดูดีมีความประณีตสูงมาก ผิวตู้เป็นเส้นคล้ายลายไม้เป็นริ้วน้ำตาลแก่ อ่อน สลับเหลื่อมกันไป ซึ่งผู้ผลิตระบุว่าเป็นสีผิวตู้แบบ Rotted Zebrano ที่มีโครงสร้างกรอบคาดด้านข้าง และด้านบน ด้วยผิววัสดุที่แตกต่างไปจากบริเวณที่เป็นผนังตู้ด้านข้าง และกับภาพรวมแล้วเป็นลำโพงที่ดูเหมือนจะเปิด เปลือย ด้วยไม่มีแผงหน้ากากแบบที่คุ้นชิน เช่น แผงผ้ายืดขึงกรอบปิดทับ ทว่า, ในความเป็นจริงแผงหน้าที่แลเสมือนลบเหลี่ยมมุม มนเว้าเข้ามาด้านในทั้งสี่ด้านแบบสอบเข้าหากันตอนล่างนั้น นั่นแหละครับคือแผงหน้าตู้เพราะสามารถดึงออกมาได้ ด้วยมีหมุดยึดด้านในแบบสี่มุม

                เป็นแผงหน้าที่ใช้วัสดุแบบเดียวกับที่ขึ้นรูปเป็นกรอบด้านข้าง แล้วพาดโครงสร้างตู้ไปทั้งด้านบน และด้านล่าง จึงแลดูกลมกลืนกับโครงสร้างหลักของตัวตู้เป็นอย่างดี แผงหน้านี้เมื่อดึงออกมาก็จะมีส่วนที่เป็นบริเวณแบบวงกลมโปร่งที่เซาะเว้าลึกเข้าด้านใน เพื่อเปิดโปร่งและช่วยให้ไดรเวอร์ทั้งสองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับทวีทเตอร์ดังที่บอกไว้ข้างต้น เป็นรูปแบบของแผงหน้าที่ผู้ผลิตบอกว่าออกแบบมาเป็นพิเศษ ในลักษณะของ Unique Protective ‘Stealth’ Grille ครับ

                แผงด้านหลังตู้ด้านบนเป็น Port หรือท่ออากาศ ที่เป็นส่วนหนึ่งของรับบการทำงานของลำโพงที่เป็นแบบ Bass Reflex เป็นท่ออากาศที่ออกแบบมาให้ทำงานในลักษณะ High-Flow Port ที่ปากปล่องท่อบานออกด้านหน้าเล็กน้อย ซึ่งเป็นท่อที่ขณะที่คลื่นอากาศ (เสียง) ผ่านออกมานั้นจะช่วยลดเสียงรบกวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                ส่วนตอนล่างของแผงหลังตู้นั้น ติดตั้งเอาไว้ด้วยขั้วต่อสายลำโพง 2 ชุด ซึ่งเป็นแบบ Binding-Post คุณภาพสูง สำหรับรองรับการทำงานแบบ Bi-Wiring หรือการเล่นเครื่องเสียงแบบ Bi-Amplification โดยมีแผงโลหะคร่อมขั้วทั้งสอง (Clamp) ติดมาให้ด้วย เพื่อความสะดวกในการใช้งานแบบ Single Wired

                สำหรับคุณสมบัติทางด้านเทคนิค หรือ Specifications ระบุว่า เป็นลำโพงแบบ 2-ทาง ทำงานในระบบ Bass Reflex วูฟเฟอร์ (Mid-Bass Driver) ขนาด 15 เซ็นติเมตร ขึ้นรูปกรวยด้วยกระดาษแบบ Cone เว้าลึกเหมือนแอ่งกระทะ ทวีทเตอร์ขนาด 2.5 เซนติเมตร ขึ้นรูปแบบ Dome ด้วยผ้าไหม อิมพีแดนซ์ปกติ 8 โอห์ม ลดลงต่ำถึง 6 โอห์ม, ที่ 300 เฮิทซ์ ให้การทำงานตอบสนองความถี่ 48 – 26,000 เฮิทซ์ โดยมีจุดตัดความถี่ที่ 1,950 เฮิทซ์ วัดค่าความไวได้ 90 ดีบี, ที่ 2.83 โวลท์/1 เมตร รองรับกำลังขับตามปกติได้ 50 วัตต์อย่างต่อเนื่อง และก่อนเกิดอาการขับเกินกำลัง (Clipping) ที่ 100 วัตต์

                มิติโครงสร้างตู้ (กว้าง x สูง x ลึก) 191 x 340 x 310 มิลลิเมตร น้ำหนัก 8.5 กิโลกรัม/ตู้

                และใคร่กล่าวย้ำอีกครั้ง, ว่า AudioSolutions O202B คู่นี้กอปรกันขึ้นมาด้วยภาพลักษณ์ที่เรียบหรู ดูดี และดูมีรสนิยมอย่างมาก แลลงตัวดีจริงๆ

กับการลองเล่นและคุณภาพเสียง

                ระยะหลังๆ ดูจะพบเห็นลำโพง Bookshelf โดยเฉพาะแบบ 2-ทาง ถูกออกแบบมาในลักษณะที่เป็น ‘ลำโพงกลับหัว’ ให้เห็นผ่านตามากขึ้นเรื่อยๆ

                เป็นลำโพงกลับหัวในความคุ้นชินโดยเปลี่ยนเอาทวีทเตอร์มาวางด้านล่าง แล้วเอาตัวขับเสียงกลาง/ต่ำไปติดตั้งไว้ที่ขอบตู้ด้านบนนั่นเอง จึงออกจะแปลกตาไปจากความเคยคุ้นอยู่ไม่น้อย แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นแนวทางในการออกแบบใหม่แต่อย่างใดนะครับ เนื่องเพราะก่อนหน้านี้เป็นสิบ ยี่สิบปี ก็เคยเห็นลำโพงวางหิ้งที่ติดตั้งชุดตัวขับเสียงแบบนี้มาบ้างแล้ว เพียงแต่ไม่ผ่านตาบ่อยเหมือนช่วงสองสามปีที่ผ่านมาแต่อย่างใด

                ผมวางลำโพงคู่นี้ลงบนขาตั้งที่เป็นแท่งโลหะ ความสูงประมาณสองฟุต ใต้ฐานลำโพงแปะแผ่นวัสดุกันลื่นขนาดประมาณเหรียญสิบบาทมาจากโรงงานเรียบร้อย จากนั้นก็ต่อเข้ากับแอมป์ประจำห้อง ขนาดกำลังขับ 180Wrms ซึ่งเป็นแบบ Dual Mono ที่หากจะว่าไปแล้วก็ออกจะห่างชั้นกันสักหน่อยระหว่างแอมป์กับลำโพง แต่ห้วงนั้นมันหาแอมป์ที่คู่ควรกันระดับ 80-100Wrms ไม่ได้จริงๆ เป็นการต่อเล่นใช้งานกับสายลำโพงชุดเดียว แอมป์ทำงานร่วมกับเครื่องเล่น SACD ที่เป็นเครื่องสามัญประจำห้องเช่นเดียวกัน รวมทั้งอุปกรณ์ประกอบต่างๆ ทั้งสายอินเตอร์คอนเน็คท์ สายลำโพง ที่ทั้งหมดล้วนเป็นความมักคุ้นระดับเกินเพดานทั้งสิ้น จึงออกจะเป็นเรื่องดีที่มีเพียงลำโพงเท่านั้นที่คือความไม่คุ้นเคยแม้แต่เพียงน้อย ทำให้พอจะช่วยจับทางลำโพงคู่นี้ได้ง่ายอยู่สักหน่อย

                และ AudioSolutions O202B คู่นี้ก็ดูท่าจะผ่านระยะเวลาของการเบอร์น-อินมาแล้ว จึงน่าจะได้ความหลังการฟังผ่านพ้นไปไม่กี่มากน้อย

                แรกที่ได้ยินเสียงเครื่องสายจากวง String Quartet นั้น ให้รู้สึกทึ่งไม่น้อย ด้วยให้ความกลมกลืนของเสียงออกมาได้เป็นอย่างดี ปลายเสียงรับรู้ได้ถึงความนุ่มเนียนพอตัว จับความแตกต่างระหว่างไวโอลินกับวิโอล่าได้พอประมาณ ซึ่งนั้นก็เนื่องด้วยประสบการณ์และแอมปลิไฟเออร์อย่างเป็นสำคัญ ไม่แน่ใจว่าหากเปลี่ยนแอมป์ไปที่เหมาะควรกับลำโพง เป็นต้นว่าที่ระดับราคาใกล้เคียงหรือแตกต่างกันเล็กน้อย จะจับสังเกตตรงจุดนี้ได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม, กับงานแชมเบอร์ มิวสิค ที่นำมาเริ่มต้นนั้น ถือได้ว่าลำโพงคู่นี้สอบผ่านไปได้แบบสบายๆ

                ยังอยู่กับงานดนตรีแบบที่บรรเลงเครื่องดนตรีไม่มากชิ้นต่อครับ คราวนี้เปลี่ยนไปฟังแจสส์แบบสี่ชิ้น หรือ Quartet บ้าง ประกอบไปด้วยเปียนโน, อัลโต แซ็กซ์, สตริง เบสส์ และกลอง สามสี่แทร็คแรกที่ได้ฟังรับรู้ได้ถึงความลื่นไหลของเสียงที่กลมกลืนกันเป็นอย่างดี และนำไปสู่การมีอารมณ์ร่วมได้ง่ายดาย โดยเฉพาะกับแทร็ค Take Five ที่อดเผลอจะขยับเท้าไหวตัวตามไปด้วยไม่ได้ เข้าทีดีครับ ตัวโน้ตที่ไล่ล้อกันตามจังหวะแห่งท่วงทำนองให้ออกมาได้ชัดเจนดี มีน้ำหนักและเนื้อเสียงให้รับรู้ได้ถึงความอิ่มของเสียงดนตรีอย่างมีอรรถรสเพียงพอ

                ลำโพงคู่นี้ให้การทำงานกับเสียงร้องได้อย่างดี เท่าเทียมพอกันทั้งเสียงร้องชายและหญิง กังวานเสียงที่ผ่านริมฝีปากออกมามีความเป็นธรรมชขาติสูง เป็นเสียงร้องที่พุ่ง เปิด ฟังจากอัลบับที่บันทึกเสียงมาดีจะสัมผัสได้ถึงความเป็นธรรมชาติมาก อย่างเสียงของ Ingram Washington ในอัลบัม What a Difference a Day Makes นั้น มีกังวานเสียงที่ให้รับรู้ได้เหมือนมีส่วนร่วมเข้าไปฟังในสติวดิโอนั่นเทียว รวมทั้งยังให้บรรยากาศเสียงออกมาได้อย่างกลมกลืน ขณะที่เสียงของ Thelma Houston ยามประชันกับเสียงดนตรีทั้งวงของ Pressure Cooker ในอัลบัมดนตรีแนว Reggae อย่าง I’ve Got the Music In Me แบบ ‘เอาทั้งวงอยู่’ นั้น ลำโพงคู่นี้สำแดงให้เห็นถึงพลังเสียงของเธอได้เป็นอย่างดี

                ส่วนการทำงานร่วมกับงานดนตรีขนาดใหญ่จำพวกออร์เคสตรา ที่บรรเลงด้วยวงซิมโฟนีนั้น Overture O202B ก็สามารถเอาตัวรอดได้อย่างไม่ยากเย็น สื่อถึงรูปวงและขนาดเวทีเสียงออกมาให้รับรู้ได้ว่ามีพอ แม้จะไม่กว้างมากและลึกนักก็ตาม แต่ก็พอจะแยกแยะเสียงของเครื่องดนตรีที่มีมากมาย และหลายหลาก ออกมาจากความทับซ้อนให้เกิดอรรถรสในการฟังได้พอตัว ให้ความต่อเนื่องและความลื่นไหลของเสียงดนตรีออกมาได้ดี จัดเป็นลำโพงที่ให้ความโปร่งใส ไดนามิค และรายละเอียดต่างๆ ของเสียงออกมาได้ในระดับที่ดีพอๆ กันทั้งสามประการ

                นับเป็นลำโพงหน้าใหม่ที่ก้าวย่างเข้ามาในยุทธจักรบ้านเราอย่างน่าจับตามอง (ด้วยการต้องไปลองฟังเอง) ไม่น้อยเลยจริงๆ

สรุป

                AudioSolutions Overture O202B เป็นลำโพงที่ให้น้ำเสียงออกมาได้คุ้มค่า สมราคา จัดรวมได้อยู่แถวหน้าของกลุ่มลำโพงระดับราคานี้ (ประมาณสามหมื่น+/-) ที่หากอยู่ในงบประมาณของใคร ก็น่าจะควรได้ไปลองฟังก่อนที่จะตัดสินใจกับคู่ใดคู่หนึ่ง

                ส่วนฟังแล้วจะถูกกับจริตความชอบหรือไม่, นั้นเป็นเรื่องส่วนบุคคลครับ

                มีข้อให้สังเกตว่าลำโพงคู่นี้ทำงานได้ดีกับห้องที่มีขนาดพื้นที่ไม่มากนัก และไม่รองรับการเล่นที่ระดับความดังมากๆ สักเท่าไรนัก แต่จะว่าไป, ที่ระดับความดังซึ่งมันไม่พร้อมทำงานด้วยนั้น สำหรับผมแล้ว, มันก็เป็นระดับความดังเสียงที่เกินจำเป็นต่อการฟังอยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้บอกเผื่อไว้สำหรับใครที่ชอบเล่นที่ระดับความดังมากๆ เอาไว้ก่อน

            ภาพรวมของเสียงให้ออกมาได้น่าพอใจ กลาง/แหลมทำได้ดี โดยเฉพาะเสียงกลางโดดเด่นกว่าย่านความถี่บนล่างเล็กน้อย เบสส์รับรู้ได้ว่ามี แต่ก็ไม่ใด้แสดงให้เห็นว่าจะเอาดีทางด้านนี้สักเท่าไรนัก

                กล่าวโดยรวมแล้วมันสามารถทำงานร่วมกับแนวดนตรีประเภทต่างๆ ได้ดีพอตัว ไม่เกี่ยงงอนอะไรมากนัก ยกเว้นกับคลาสสิคที่เป็นงานชิ้นใหญ่อย่างซิมโฟนีที่บรรเลงด้วยออร์เคสตราเต็มวง ด้วยที่ระดับความดัง (เกินจำเป็นสำหรับผมแม้เพียงเล็กน้อยก็เถอะ) มันแยกแยะรายละเอียดเสียงที่ทับซ้อนกันมิใคร่ได้ชัดเจนนัก ซึ่งเมื่อลองลดระดับความดังลงมามันก็สามารถทำงานในประเด็นนี้พอเอาการเอางานได้อยู่

                อีกข้อสังเกตก็คือ ผมได้เปลี่ยน Clamp หรือแผ่นโลหะที่ต่อคร่อมขั้วลำโพงที่ให้มา สำหรับการเล่นแบบ Single Wired หรือใช้สายลำโพงชุดเดียว โดยเปลี่ยนไปใช้สายขั้วต่อแบบ Speaker Jumper Cable ที่มีประจำห้อง พบว่าน้ำเสียงมีความเปิดโปร่งขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งมีน้ำมีนวล มีเนื้อเสียงที่อวบอิ่มขึ้นให้รับรู้ได้มากขึ้น

                ส่วนเรื่องโครงสร้าง ภาพลักษณ์ งานฝีมือนั้น สามารถบอกว่าจัดอยู่ในกลุ่ม ‘ดีเลิศประเสริฐศรี’ ได้อย่างเต็มปากเต็มคำครับ

ขอขอบคุณร้าน Phantom Image โทร. 063 412 4100 ที่เอื้อเฟื้อสินค้าในการทดสอบครั้งนี้