ชุดโฮมเธียเตอร์ In The Box Onkyo HT-S3910

ฐานิสร์ มหาคุณ

“เมื่อระบบ Immersive sound มาพร้อมในกล่องเดียว ”

  ในระบบเสียงของโฮมเธียเตอร์แบบมาตรฐาน นั้นมีอุปกรณ์อยู่หลายชิ้นที่จะต้องนำมาเชื่อมต่อใช้งานเข้าด้วยกันเพื่อที่จะถ่ายทอดเสียงของภาพยนตร์ให้ออกมาได้อย่างมีคุณภาพ อย่างเช่น เอวีรีซีฟเวอร์ ลำโพง ซับวูฟเฟอร์ และสายเชื่อมต่อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยนี้ระบบเสียงก็ได้มีการพัฒนาไปมาก อุปกรณ์ต่างๆ ก็มีเสปก และฟังก์ชั่นการใช้งานที่มากขึ้น ทำให้นักเล่นมือใหม่อาจจะมีอาการปวดหัวได้บ้าง เมื่อต้องมาเลือกซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ให้มีความแมทชิ่งกัน (บางทีมือเก่าก็ปวดหัวได้เหมือนกัน) เพราะฉะนั้นก็คงเป็นการดีไม่น้อย ที่ผู้ผลิตรายนั้นๆ จะออกผลิตภัณฑ์มารุ่นหนึ่ง ที่เป็นการรวมอุปกรณ์ระบบเสียงของโฮมเธียเตอร์เข้าไว้ด้วยกันภายในกล่องเดียวที่เรียกว่าชุด In The Box ซึ่งทำให้สะดวกต่อการหาซื้อ และไม่ต้องกังวลเรื่องความแมทชิ่งของอุปกรณ์ เพราะอุปกรณ์ทุกชิ้นได้ถูกออกแบบมาให้ใช้ด้วยกันอย่างเหมาะสม

  สินค้าที่ผู้เขียนได้รับมาทดสอบคราวนี้ก็เป็นหนึ่งในชุดโฮมเธียเตอร์ In The Box จากทาง Onkyo ที่มีรหัสรุ่นว่า HT-S3910 โดย HT-S3910 จัดว่าเป็นชุดโฮมเธียเตอร์ In The Box ในระดับเริ่มต้น ซึ่งมีความเหมาะสมกับผู้ที่กำลังเริ่มเล่นโฮมเธียเตอร์หรือต้องการอัพเกรดระบบเสียงขึ้นมาจากลำโพงทีวีได้เป็นอย่างดี เพราะว่ามีราคาไม่แพง (ไม่ถึง 20,000 บาท) และใช้งานง่าย โดยในชุดหรือในหนึ่งกล่องจะประกอบไปด้วย เอวีรีซีฟเวอร์ รุ่น HT-R398 1 เครื่อง, ลำโพงฟูลเรนจ์ 5 ตัว สำหรับแชนแนล Front Center และ Surround, ลำโพงซับวูฟเฟอร์ (Passive) 1 ตัว และสายลำโพงสำหรับเชื่อมต่อลำโพงทุกแชนแนล

  ถึงแม้ว่า HT-S3910 จะเป็นชุดโฮมเธียเตอร์ In The Box ในระดับเริ่มต้นที่มีราคาย่อมเยา แต่ก็สามารถรองรับระบบเสียงใหม่ๆ ที่เป็นระบบ Immersive Sound อย่าง Dolby Atmos และ DTS-X ได้ รวมถึงยังมีระบบ Virtual Surround ให้มาอีกด้วย (Dolby Atmos Height Virtualizer, DTS Virtual:X) ส่วนระบบภาพก็รองรับถึงความละเอียดแบบ 4K/60p HDR (HLG, HDR10, Dolby Vision, BT.2020) ส่วนระบบการฟังเพลงนั้นก็จะรองรับการฟังเพลงแบบสตรีมเมอร์ผ่านช่องทางบูลทูธ โดยจะมีฟังก์ชั่น Music Optimizer เข้ามาช่วยชดเชยรายละเอียดเสียงที่ขาดหายไประหว่างการสตรีมผ่านบูลทูธให้กลับมามีคุณภาพดีดังเดิม

แกะกล่องและติดตั้ง

  ตัวเอวีรีซีฟเวอร์ HT-R398 ก็จะมีหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์ของ Onkyo อยู่เหมือนเช่นเคย มีหน้าแสดงผลที่อ่านง่ายอยู่ตรงกลาง และปุ่มวอลลุ่มแบบมือหมุนขนาดใหญ่อยู่ทางด้านซ้าย ปุ่มต่างๆด้านหน้าตัวเครื่องก็มีให้ใช้งานอย่างครบครัน ขนาดของตัวเครื่องก็มีขนาดที่ไม่ใหญ่นัก ทำให้จัดหาพื้นที่จัดวางได้ง่าย แต่ควรมีพื้นที่ด้านบนตัวเครื่องให้โล่งมากพอที่จะระบายความร้อนได้ เพราะด้านบนตัวเครื่องส่วนใหญ่เป็นแผงระบายความร้อน

  ลำโพงที่ให้มาในชุดจะเป็นลำโพงฟูลเรนจ์แบบกะทัดรัดจำนวน 5 ตัวด้วยกัน โดยที่แต่ละตัวจะมีการเขียนกำกับไว้ที่ด้านหลังว่าทำหน้าที่เป็น Front, Center หรือ Surround ลำโพงแต่ละตัวจะมีขนาดของดอกลำโพงที่เท่ากันคือ 7.7 ซ.ม. และสามารถตอบสนองความถี่ได้ถึง 80 Hz – 20 kHz ในแชนแนล Front, Surround ส่วนลำโพง Center นั้นสามารถตอบสนองได้ถึง 70 Hz – 20 kHz ด้วยขนาดของตัวลำโพงที่มีขนาดค่อนข้างเล็กจึงทำให้ตัวลำโพงมีน้ำหนักเบา ในการติดตั้งถ้าเป็นการวางตัวลำโพงไว้กับโต๊ะหรือชั้น ผู้เขียนขอแนะนำว่าให้ติดแผ่นยางรองลำโพงที่ให้มาในกล่องไว้ด้วย เพื่อความมั่นคงในการติดตั้ง ส่วนท่านไหนที่อยากจะแขวนลำโพงก็สามารถแขวนได้เลย เพราะตัวลำโพงมีรูสำหรับแขวนมาให้พร้อม ส่วนสายลำโพงที่ให้มาในชุดก็มีความยาวมาให้อย่างเหลือเฟือ สามารถที่จะเดินอ้อมให้หลบสายตา เพื่อที่จะเกิดความสวยงามได้ ในการต่อสายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสายลำโพงหรือสาย HDMI ท่านที่เป็นมือใหม่ก็ไม่ต้องกังวลไปว่าจะต่อสายไม่ถูก เพราะในกล่องมีคู่มืออธิบายการต่อสายแบบเป็นขั้นตอนและเข้าใจโดยง่ายมาให้

  ส่วนซับวูฟเฟอร์ที่ให้มาจะเป็นซับวูฟเฟอร์แบบตู้เปิด ที่ติดตั้งตัวไดร์เวอร์ยิงเสียงลงด้านล่างและมีท่อระบายเสียงเบสลงสู่ด้านล่างเช่นกัน ซึ่งตัวไดร์เวอร์นั้นมีขนาด 6.3 นิ้ว ขอบไดร์เวอร์และตัวกรวยทำจากวัสดุยางคุณภาพดี ซับวูฟเฟอร์ตัวนี้จะเป็นซับวูฟเฟอร์แบบพาสซีพซึ่งไม่มีพาวเวอร์แอมป์ในตัว จึงต้องต่อสายลำโพงมาจากตัวเอวีรีซีฟเวอร์ ทำให้อาจจะดูแปลกไปสักนิดจากแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์ที่จะพบเห็นได้มากกว่า ส่วนขนาดของตัวตู้นั้นก็มีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก ทำให้จัดหาที่วางค่อนข้างง่ายไม่ดูเกะกะ ด้านใต้ของซับวูฟเฟอร์นั้นจะเป็นขายางขนาดใหญ่ซึ่งออกแบบมาได้ดีทีเดียว เพราะวางลงไปกับพื้นแล้วมีความมั่นคง ยึดติดกับพื้นดีมาก ส่วนความสูงของขาก็ช่วยให้ตัวไดร์เวอร์ที่ยิงเสียงลงพื้นกระจายเสียงออกมาได้ดี

 สเปคเบื้องต้น

  •   มีกำลังขับให้ลำโพงหลัก 135 W ต่อ Ch (6 Ohms, 1 kHz, 1% THD) X 5 Ch
  •   กำลังขับซับวูฟเฟอร์ 100 W (6 Ohms, 100 kHz, 1% THD, IEC)
  •   รองรับระบบเสียง Dolby Atmos, DTS-X และระบบจำลองเสียง Dolby Atmos Height Virtualizer, DTS Virtual:X
  •   ใช้วงจรภาคขยายแบบ Discrete High-Current
  •   จำนวนช่องต่อสัญญาณ 3 input, 3 output, HDMI 4
  •   รับสัญญาณวิทยุ FM, AM
  •   รับสัญญาณ Bluetooth
  •   มีช่องปรีเอาท์ซับวัฟเฟอร์ X 2
  •   ใช้ชิบถอดรหัสเสียงความละเอียดสูง AKM 384 kHz / 32-Bit multichannel D/A converter
  •   รองรับสัญญาณภาพ 4K/60p Video และระบบ HDR 10, HLG, Dolby Vision, BT.2020, 4:4:4 color-space, HDCP 2.2
  •   น้ำหนักเครื่อง AVR 8.2 kg
  •   น้ำหนักลำโพง Front, Surround 0.5 kg,  ซับวูฟเฟอร์ 4.6 kg

 การเซ็ทอัพ

  การเซ็ทอัพระบบของ HT-S3910 จุดสำคัญจุดแรกเลยก็คงเป็นเรื่องการเลือกตำแหน่งเลย์เอาท์ลำโพง ว่าเราจะเล่นเป็นระบบ 5.1 หรือ 3.1.2 แชนแนล เนื่องจากภาคขยายของตัวเอวีรีซีฟเวอร์ HT-R398 นั้นมีจำนวนอยู่ 5 แชนแนล เราจึงไม่สามารถเล่นระบบ Immersive sound แบบ 5.1.2 ได้ ถ้าเราอยากให้มีลำโพงแชนแนลเพดาน เราจำเป็นต้องเสียลำโพง Surround ไป ส่วนถ้าเราอยากให้มีลำโพง Surround แบบ 5.1 แชนแนล เราก็จะไม่มีลำโพงแชนแนลเพดาน แต่เราสามารถใช้ระบบ Virtual Surround มาสร้างสนามเสียงด้านบนขึ้นมาได้ ในการเลือกตำแหน่งเลย์เอาท์ลำโพงตรงนี้ ผู้เขียนอยากแนะนำว่าให้ใช้ขนาดห้องเป็นตัวกำหนดก็ได้ ถ้าห้องเรามีขนาดเล็ก หรือเป็นมุมดูหนังเล็กๆ (ไม่เกิน 3 X 3 เมตร) การที่เราเลือกแบบ 3.1.2 ก็ดูจะเหมาะสมดี เพราะว่าเราจะได้สนุกกับเสียงแชนแนลเพดานแบบ Immersive sound และถึงแม้ว่าจะไม่มีลำโพง Surround ด้วยความที่ห้องมีขนาดเล็ก ลำโพงแชนแนลเพดานก็ยังให้สนามเสียงลงมาครอบคลุมพื้นที่ด้านข้างได้ ทำให้ฟังดูแล้วเหมือนมีแชนแนล Surround ส่วนถ้าเป็นห้องที่มีขนาดใหญ่การเลือกตำแหน่งเลย์เอาท์ลำโพงแบบ 5.1 แชนแนลก็น่าจะดูเหมาะสมกว่า เพราะถ้าไปเลือกแบบ 3.1.2 แชนแนล ที่ใช้ลำโพงเพดาน ด้วยความที่ห้องมีขนาดใหญ่ ลำโพงเพดานจะไม่สามารถครอบคลุมพื้นที่ด้านหลังได้ทั้งหมด จะทำให้ฟังดูแล้วเหมือนขาดแชนแนล Surround ไป ทำให้การดูหนังไม่สนุกได้

  จากนั้นก็มาถึงการเซ็ทอัพในเมนูตัวเครื่อง ในหัวข้อ Speaker Setup หัวข้อย่อย Speaker Channels ก็ให้เราเลือกตามตำแหน่งลำโพงที่เราติดตั้งเอาไว้ ว่าเป็น 5.1 หรือ 3.1.2 แชนแนล ถ้าเราเลือกเป็นการติดตั้งแบบ 3.1.2 แชนแนล ที่ใช้ลำโพงเพดาน ก็ให้เราเลือกหัวข้อย่อย Height Speaker เป็น Top Surround  เมื่อเราเลือกหัวข้อเกี่ยวกับตำแหน่งลำโพงเรียบร้อยแล้ว หัวข้ออื่นๆ ก็จะเป็นการเซ็ทอัพแบบทั่วๆ ไป เช่น ระยะห่าง, ความดัง ของลำโพง ก็ให้เราใส่ค่าตามปกติได้เลย ส่วนหัวข้อจุดตัดของครอสโอเวอร์ ตรงนี้ก็น่าจะเป็นตามที่ตัวลำโพงระบุเสปกมา นั่นก็คือ 80Hz ที่แชนแนล Front, Surround 70Hz ที่แชนแนล Center และ 80Hz ที่ซับวูฟเฟอร์ ในการทดสอบนี้ผู้เขียนได้ทำการติดตั้งตำแหน่งลำโพงแบบ 5.1 แชนแนล และใช้ระบบเสียง Virtual Surround ในการทดสอบระบบเสียง Immersive Sound

ผลการรับฟัง

  ในการทดสอบขั้นตอนแรก ผู้เขียนเริ่มด้วยการดูหนังจากแผ่นบูลเรย์กันก่อน โดยเรื่องแรกที่หยิบมาทดสอบกันก็คือหนังแอ็คชั่นมันส์ๆ เรื่อง John Wick : Chapter 3 – Parabellum ชุด HT-S3910 ถ่ายทอดเสียงแอ็คชั่นต่างๆ ออกมาได้เป็นที่น่าพอใจทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเสียงปืน เสียงระเบิด หรือเสียงการต่อสู้ต่างๆ โดยเสียงเหล่านี้ฟังแล้วมีความตื่นเต้น ได้ความชัดเจน และรายละเอียดของเสียงอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถจะทำให้เรามันส์และมีอารมณ์ร่วมไปกับหนังแอ็คชั่นได้ตลอดทั้งเรื่อง หนังเรื่อง John Wick 3 นี้ เป็นหนังที่มีการบันทึกเสียงปืนมาได้ดีมากทีเดียว HT-S3910 ก็สามารถถ่ายทอดความยอดเยี่ยมของเสียงปืนออกมาได้อย่างครบถ้วน คือมีทั้งแรงปะทะ และความกว้างของเสียง ส่วนเรื่องความหนักแน่น กระแทกกระทั้น HT-S3910 ก็ถือว่าทำได้ดีในระดับชุดโฮมเธียเตอร์แบบเริ่มต้น แน่นอนว่าอาจจะฟังดูแล้วสู้ชุดใหญ่ๆ ไม่ได้ แต่ก็ไม่ฟังแล้วทำให้เสียงปืนกลายเป็นปืนกระบอกเล็กๆ เสียงบางๆ แน่นอน

  ดุลเสียงโดยรวมของ HT-S3910 จะมีความโดดเด่นในย่านเสียงกลางเป็นหลัก ซึ่งตรงนี้ก็เป็นพลอยได้ผลมาจากที่ลำโพงหลักทั้ง 5 ตัว นั้นใช้ตัวไดร์เวอร์แบบฟูลเรนจ์ เพราะไดร์เวอร์แบบฟูลเรนจ์มีจุดเด่นอยู่ที่สามารถให้เสียงกลางได้ดี น้ำเสียงมีความลื่นไหล เป็นธรรมชาติ และด้วยความที่มีน้ำเสียงออกไปทางเสียงกลางและเป็นธรรมชาติ จึงทำให้เสียงจาก HT-S3910 นั้นฟังสบาย ทำให้เราสามารถดูหนังได้เป็นเวลานาน นอกจากนี้แล้วผลดีอีกหนึ่งอย่างที่ได้มาจากการใช้ตัวไดร์เวอร์แบบฟูลเรนจ์เหมือนกันทั้ง 5 แชนแนล นั่นก็คือความกลมกลืนกันของเสียง เสียงจากทุกลำโพงของ HT-S3910 เมื่อออกมารวมกันแล้ว มีความกลมกลืนกันมากทีเดียว ฟังแล้วเหมือนเป็นเสียงเดียวกัน ออกมาจากจุดกำเนิดเดียวกัน เมื่อเสียงจากทุกลำโพงมีความกลมกลืนกัน ความต่อเนื่องเมื่อมีการเคลื่อนไหวของเสียงจากลำโพงหนึ่งไปสู่อีกลำโพงหนึ่งจึงทำได้ดีเช่นกัน จากหนังเรื่อง Fast and Furious : Hobbs & Shaw ฉากที่เป็นการขับรถไล่ล่ากันในเมือง เสียงรถสปอร์ตซุปเปอร์คาร์ Mclaren ที่มีการวิ่งผ่านไปมาซ้ายขวา หน้าหลัง HT-S3910 ให้ความต่อเนื่องของเสียงได้ดี รอยต่อหรือช่องว่างของเสียงอาจจะมีเกิดขึ้นบ้าง เพราะเป็นข้อจำกัดของลำโพงขนาดเล็ก แต่ฟังแล้วก็ยังสามารถให้อารมณ์เหมือนรถวิ่งผ่านเราไปได้อยู่

  ส่วนเสียงสนทนาที่มาจากลำโพง Center ของชุด HT-S3910 ก็ยังคงเอกลักษณ์ของไดร์เวอร์แบบฟูลเรนจ์เอาไว้ คือมีเสียงกลางที่โดดเด่นและเป็นธรรมชาติ มีความชัดถ้อยชัดคำอยู่พอสมควร น้ำเสียงไม่กระด้างแข็ง ความหนาของเสียงอาจจะดูน้อยไปบ้าง ตามขนาดของตัวไดร์เวอร์ แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้เสียอรรถรสในการดูหนัง ส่วนท่านไหนที่ชอบดูหนังเพลงหรือว่าชมคอนเสิร์ต ก็ไม่ต้องเป็นห่วงเลย เพราะ HT-S3910 ถ่ายทอดเสียงร้องเพลงได้ดีทีเดียว คือน้ำเสียงมีความลื่นไหล และมีความนุ่มนวลอยู่พอสมควร

  ซับวูฟเฟอร์ถือว่าเป็นหัวใจหลักเลยทีเดียวสำหรับชุดลำโพงของ HT-S3910 เพราะว่า HT-S3910 มีการใช้ลำโพงหลักเป็นแบบลำโพงเล็กทั้งหมด ซับวูฟเฟอร์จึงมีส่วนสำคัญมากในการทำหน้าที่เสริมและประสานเสียงความถี่ต่ำให้กับลำโพงตัวอื่นๆ เพื่อที่จะทำให้เสียงการดูหนังมีความสนุกและตื่นเต้น สำหรับซับวูฟเฟอร์ที่อยู่ในชุด HT-S3910 นี้ ผมต้องขอชมทาง Onkyo เลยว่าเข้าใจออกแบบมาได้อย่างดีทีเดียว เพราะว่ามีการนำเอาไดร์เวอร์และช่องระบายเบสที่ยิงลงด้านล่างมาใช้กับตู้ซับวูฟเฟอร์ขนาดเล็ก ซึ่งเป็นเหมือนเคล็ดลับที่ทำให้เสียงเบสมีปริมาณที่มากขึ้นและแผ่กว้างออกไป เสียงเบสจากซับวูฟเฟอร์ตัวนี้มีเนื้อเสียงและให้ความรู้สึกที่แผ่มาถึงตัวเราได้ค่อนข้างดีทีเดียว และถึงแม้ว่าจะมีตัวตู้ขนาดเล็กแต่ก็มีความรู้สึกว่ามีเสียงเบสคลอให้ได้ยินตลอด ไม่ใช่มาตูมเดียวแล้วหายไป ส่วนความกระหึ่ม กระแทกกระทั้น ก็อาจจะไม่ได้มีมากนัก ตามขนาดของวูฟเฟอร์และกำลังขับ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้การดูหนังมีความสนุก

  ส่วนเรื่องมิติของเสียง HT-S3910 ก็ถือว่าให้มิติของเสียงอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเช่นกัน ถ้าคุณมีการติดตั้งลำโพงและเซ็ทอัพเสียงได้อย่างถูกต้องแล้ว HT-S3910 จะให้ตำแหน่งของเสียงต่างๆ ได้อย่างชัดเจนทีเดียว ส่วนเรื่องความโอบล้อมก็ทำได้ดีเช่นกัน เมื่อพูดถึงเรื่องมิติเสียง ปัจจุบันนี้ผู้เขียนมักจะได้ยินคำถามขึ้นมาบ่อย ว่าการเล่นชุดโฮมเธียเตอร์ In The Box กับ Sound Bar อย่างไหนให้เสียงดีกว่ากัน ถ้าตอบตามความคิดเห็นของผู้เขียนเลย ผู้เขียนคิดว่า ณ ตอนนี้ ชุดโฮมเธียเตอร์ In The Box และ Sound Bar ให้คุณภาพเสียงได้ใกล้เคียงกันมาก แต่ทั้ง 2 อย่างก็มีข้อได้เปรียบเสียเปรียบต่างกันไป โดยชุดโฮมเธียเตอร์ In The Box จะได้เปรียบตรงเรื่องมิติของเสียงที่จะสามารถแยกแยะและให้ความกว้างของเสียงได้ดีกว่า Sound Bar เพราะตัวลำโพงแต่ละตัวเป็นอิสระแยกออกจากกัน ต่างจาก Sound Bar ที่ตัวลำโพงด้านหน้าต้องอยู่ติดกันเป็นอันเดียว ส่วน Sound Bar ก็จะได้เปรียบชุดโฮมเธียเตอร์ In The Box ตรงที่มีความสะดวกในการติดตั้งและเซ็ทอัพมากกว่า และมองดูแล้วมีความเรียบร้อยสวยงามในการติดตั้งมากกว่าชุดโฮมเธียเตอร์ In The Box ซึ่งข้อแตกต่าง 2 ข้อนี้ ตัวผู้ใช้งานเองต้องเป็นผู้เลือกว่าอย่างไหนเหมาะสมกับตัวเองมากกว่ากัน

 ทดสอบด้วยระบบ Virtual Surround

  ในการทดสอบนี้เป็นการติดตั้งลำโพงแบบ 5.1 แชนแนล ที่ไม่มีลำโพงเพดาน เพราะฉะนั้นการทดสอบระบบ Imersive Sound ที่มีสนามเสียงด้านบน จึงจำเป็นต้องใช้ระบบ Virtual Surround มาช่วยสังเคราะห์ให้เสมือนมีเสียงเกิดขึ้นจากด้านบน เสียงที่ได้จากระบบ Virtual Surround นี้ ให้ความรู้สึกเหมือนมีเสียงเกิดขึ้นจากด้านบนได้ค่อนข้างดีทีเดียว คือรู้สึกได้เลยว่ามิติของเสียงเซอร์ราวด์นั้นมีตำแหน่งที่สูงขึ้น โดยเฉพาะเสียงที่มีที่มาจากด้านบนจะฟังได้ค่อนข้างชัดทีเดียว เช่น เสียงฝนตก, เสียงเครื่องบิน ในหนังเรื่อง Gladiator ฉบับ 4K ที่มีการมิกซ์ระบบเสียงมาใหม่เป็นระบบ DTS : X ฉากที่เป็นการต่อสู้ในโคลอสเซียม เสียงผู้ชมที่โห่ร้องอยู่รอบๆ โคลอสเซียม เมื่อฟังผ่านระบบ Virtual Surround แล้ว เกิดความรู้สึกได้เลยว่าเสียงนั้นมีตำแหน่งที่สูงโอบล้อมตัวผู้ฟังมากกว่าการไม่ใช้ระบบ Virtual Surround

การทดสอบด้วยการฟังเพลง

  การทดสอบด้วยการฟังเพลงนี้จะเป็นการฟังผ่านระบบบูลทูธจากสมาร์ทโฟนเชื่อมต่อเข้าสู่ HT-S3910 และใช้ App Spotify ในการฟังเป็นหลัก เสียงเพลงที่ได้จาก HT-S3910 จะเป็นเสียงที่เน้นเสียงกลางเป็นหลัก ตามสไตล์ของไดร์เวอร์ฟูลเรนจ์ ซึ่งถือว่าฟังแล้วให้อารมณ์ผ่อนคลาย เพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงได้ดี เสียงแหลมอาจจะไม่ได้สดใสกุ๊งกิ๊งมากนัก เพราะว่าไม่ได้มีทวีตเตอร์มาช่วยเหมือนกับลำโพงที่ราคาสูงกว่า แต่ก็ได้เสียงเบสจากซับวูฟเฟอร์มาช่วยชดเชยให้การฟังเพลงมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้แล้ว HT-S3910 ยังมีฟังก์ชั่น Music Optimizer ที่มาช่วยให้การฟังเพลงจากบูลทูธมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งเมื่อกดใช้ฟังก์ชั่นนี้แล้ว จะรู้สึกได้เลยว่าน้ำเสียงโดยรวมมีความสดใส และชัดเจนขึ้น

แนวทางการอัพเกรด

  หากท่านใช้ชุด HT-S3910 ไปสักพักแล้วอยากจะให้เสียงมีคุณภาพมากกว่านี้ ท่านก็สามารถที่จะอัพเกรดระบบได้ โดยที่ไม่ต้องซื้อใหม่ทั้งหมด แนวทางก็คือการหาลำโพงชุดใหม่มาเปลี่ยนกับลำโพงชุดเดิม เพราะเอวีรีซีฟเวอร์ HT-R398 นั้นมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะขับลำโพงที่ดีกว่านี้ แต่ขอให้เป็นลำโพงที่ตัวไม่ใหญ่และขับง่าย อย่างเช่นลำโพงวางหิ้งที่มีความไวสูงๆ หน่อย จากการที่ผมได้ทดลองเอาลำโพง Kef Cresta Series ที่ผมใช้อยู่มาเปลี่ยนเข้าไป เสียงที่ได้ออกมาก็ถือว่ามีคุณภาพดีขึ้นเยอะ การเปลี่ยนลำโพงนี้ก็รวมไปถึงการเปลี่ยนซับวูฟเฟอร์ด้วย เพราะว่าเอวีรีซีฟเวอร์ HT-R398 มีช่องปรีเอาท์สำหรับซับวูฟเฟอร์มาให้ คราวนี้ก็อยู่ที่เราเลยว่าอยากได้ซับวูฟเฟอร์คุณภาพระดับไหนมาใช้ เพราะว่าจากที่ผมลองเอาซับวูฟเฟอร์ของตัวเองมาเปลี่ยนแล้วฟังดู ก็รู้สึกได้ว่าปรีเอาท์ซับวูฟเฟอร์ของเอวีรีซีฟเวอร์ HT-R398 นั้นมีคุณภาพอยู่พอสมควร

สรุป

  ถือว่า HT-S3910 เป็นชุดโฮมเธียเตอร์ In The Box ระดับเริ่มต้นที่มีความคุ้มค่าน่าใช้ทีเดียว เพราะมีคุณภาพเสียงที่ดีสมน้ำสมเนื้อกับการเป็นชุดเริ่มต้นและมีระดับราคาเท่านี้ ส่วนฟังก์ชั่นการใช้งานก็ถือว่าทันสมัยและปรับเปลี่ยนการใช้งานได้พอสมควร HT-S3910 ชุดนี้เหมาะมากทีเดียวสำหรับผู้ที่เริ่มก้าวเข้าสู่ระบบโฮมเธียเตอร์ หรือผู้ที่อยากจะอัพเกรดจากลำโพงทีวีให้ดูหนังสนุกขึ้น

ข้อดี

  •   ฟังก์ชั่นการใช้งานและประสิทธิภาพโดยรวม ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคา
  •   ติดตั้งและเซ็ทอัพง่าย มีคู่มือบอกอย่างละเอียด
  •   สามารถอัพเกรดลำโพงหลักและซับวูฟเฟอร์ได้ในอนาคต

ข้อสังเกต

  •   ตัวซับวูฟเฟอร์มีขนาดเล็ก จึงทำให้มีข้อจำกัดในการดูหนังที่มีเสียงเบสมากๆ
  •   การเล่นระบบ Immersive Sound ที่ใช้ลำโพงเพดานยังทำได้จำกัดเพียง 3.1.2 แชนแนล

อุปกรณ์ร่วมทดสอบ

  • TV Panasonic FX600 65 นิ้ว
  • เครื่องเล่น Blu-ray Pioneer BDP-450
  • สาย HDMI Palic รุ่น HDMI 5000
  • ลำโพง KEF Cresta Series
  • ลำโพงซับวูฟเฟอร์ Paradigm DSP-3100

ขอขอบคุณ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด โทร. 02-904-2120 ที่เอื้อเฟื้อสินค้าเพื่อการทดสอบ