…ยังจำได้ไหม? กับ iPod ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 2001 ด้วยการเปิดตัวเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาของ Apple ที่ปฏิวัติวงการ ก่อนที่ท้ายที่สุดจะยุติการผลิตไปในปี 2022 เนื่องจากความนิยมของ iPhone ที่เพิ่มขึ้น…
ปัจจุบัน บริษัท Apple ได้ประกาศยุติการผลิตผลิตภัณฑ์ตระกูล iPod ทั้งหมดแล้ว (โดย iPod Touch รุ่นที่ 7 ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายในซีรีส์ ได้ยุติการผลิตไปเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2022) อย่างไรก็ตาม หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบกับเครื่องเล่นเพลงแบบพกพา ก็น่าจะยังคงจำได้ว่า iPod นั้นให้เสียงในการรับฟังไฟล์เพลงสกุล AAC หรือ MP3 ได้น่าประทับใจ-ยิ่งกว่า-เครื่องเล่นเพลงแบบพกพาโดยทั่วไปอย่างไร?
ซึ่งแม้ว่า iPod จะไม่ได้มีการเข้ารหัสข้อมูลเสียงในลักษณะที่ซับซ้อน ที่ต้องทำการ “ถอดรหัส” หรือ Decoded อย่างเช่นไฟล์เพลงดิจิทัลที่เรา-ท่านคุ้นชินกัน (ไฟล์เสียงที่จัดเก็บใน iPod โดยทั่วไปจะอยู่ในรูปแบบมาตรฐาน เช่น AAC หรือ MP3 ซึ่งเป็นรูปแบบที่คอมพิวเตอร์และโปรแกรมเล่นเพลงส่วนใหญ่สามารถอ่านได้โดยตรง) แต่กระนั้น Apple ก็มี “เคล็ดลับ”ของตัวเองที่เกี่ยวข้องกับอัตราบิตเรต ซึ่งให้คุณภาพการรับฟังเพลงอย่างดีมากๆ ซึ่ง iPod ในยุคถัดๆ มาจะมีพัฒนาการเป็นแอปพลิเคชัน iTunes หรือ Music (รวมถึงเพื่อการดึงไฟล์เพลงออกจาก iPod และ เพื่อใช้งานบนคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นที่มากกว่าการ “ถอดรหัส”)
ในทุกวันนี้ iPod ยังเป็นตำนานของเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาที่หลายคนยังคงหลงใหลได้ปลื้ม และถึงแม้ว่า iPod จะสิ้นสุดสายการผลิตแล้ว แต่จิตวิญญาณของ iPod ยังคงสืบทอดอยู่ในผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Apple ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad, Apple Watch และ HomePod Mini รวมถึง Apple Music ที่นับได้ว่า สร้างประสบการณ์ทางดนตรีให้ผู้ใช้สามารถเพลิดเพลินกับเพลงหลายล้านเพลงได้ผ่านบริการสตรีมมิงเพลง Apple Music ซึ่งให้คุณภาพเสียงในระดับยอดเยี่ยม

* จุดกำเนิด iPod (2001)
– ตุลาคม 2001 : สตีฟ จ็อบส์ เปิดตัว iPod รุ่นที่ 1 พร้อมสโลแกนอันโด่งดังว่า “1,000 Songs In Your Pocket” (“1,000 เพลงในกระเป๋าของคุณ”)
ลักษณะ : มาพร้อมฮาร์ดไดรฟ์ขนาด 5 GB, หน้าจอขาวดำ และวงล้อควบคุมแบบหมุน (Scroll Wheel) ที่เป็นเอกลักษณ์
ระบบ : ในช่วงแรก iPod รุ่นนี้ใช้งานได้เฉพาะกับคอมพิวเตอร์ Mac และใช้การเชื่อมต่อแบบ FireWire
* ยุคทอง (2003-2006)
iPod รุ่นที่ 3 (2003) : มีการเปลี่ยนแปลงดีไซน์ที่เพรียวบางลง และเปลี่ยนปุ่มควบคุมจากวงล้อมาเป็นปุ่มสัมผัสทั้งหมด
iPod Mini (2004) : เปิดตัวรุ่นขนาดเล็กและมีหลายสีสันให้เลือก สร้างความนิยมอย่างสูง
– iPod Nano และ iPod Shuffle (2005)
iPod Nano : เปิดตัวมาแทนที่ iPod Mini มีขนาดบางและเบาลงอย่างมาก
iPod Shuffle : เป็น iPod รุ่นที่ไม่มีหน้าจอ มีขนาดเล็กและราคาไม่แพง
– iPod รุ่นที่ 5 (2005) : หรือที่รู้จักกันในชื่อ iPod With Video มีหน้าจอสีและสามารถเล่นวิดีโอได้ ทำให้ขีดความสามารถของเครื่องเล่นเพลงขยายออกไปอีกขั้น
*จุดเปลี่ยนและขาลง (2007-2010)
– iPod touch (2007) : เปิดตัวรุ่น iPod Touch ในปีเดียวกับที่ iPhone รุ่นแรกเปิดตัว
คุณสมบัติ : มีหน้าจอ Multi-Touch แบบเดียวกับ iPhone และใช้งาน iOS แต่ไม่มีความสามารถในการโทรศัพท์
– iPod classic (2007) : เปิดตัว iPod Classic รุ่นสุดท้าย มีความจุสูงสุดถึง 160 GB
*สิ้นสุดยุค (2011-2022)
การลดลงของยอดขาย : การมาถึงของสมาร์ตโฟนที่มีฟังก์ชันครบครัน โดยเฉพาะ iPhone ทำให้ความต้องการเครื่องเล่นเพลงโดยเฉพาะลดลงอย่างต่อเนื่อง
การยกเลิกผลิตภัณฑ์ : แอปเปิลทยอยยกเลิกการผลิต iPod รุ่นต่างๆ
ตุลาคม 2014 : ยกเลิกการผลิต iPod Classic อย่างเงียบๆ
2017 : ยกเลิกการผลิต iPod Nano และ iPod Shuffle
10 พฤษภาคม 2022 : ประกาศยกเลิกการผลิต iPod Touch ซึ่งเป็น iPod รุ่นสุดท้ายที่ยังคงวางจำหน่ายอยู่ และระบุว่าจะขายจนกว่าสินค้าจะหมดสต็อก
*มรดกของ iPod
แม้ว่า iPod จะสิ้นสุดยุคแล้ว แต่ความสำเร็จของมันยังคงส่งผลกระทบอย่างมากต่ออุตสาหกรรมเพลงและเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิวัติการฟังเพลง : iPod เปลี่ยนพฤติกรรมการฟังเพลงของผู้คนจากแผ่นซีดีมาเป็นการฟังเพลงดิจิทัลแบบพกพา
การสร้างรากฐาน : ประสบการณ์การใช้งาน, อินเทอร์เฟซ และ iTunes ได้วางรากฐานให้กับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของแอปเปิล เช่น iPhone และ Apple Music
“จิตวิญญาณของ iPod” : แม้ตัวผลิตภัณฑ์จะหายไป แต่ปรัชญาการนำเพลงไปสู่ผู้คนนับล้านยังคงสืบทอดต่อไปในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของแอปเปิล
ซึ่ง ณ ตอนนี้ Apple อาจได้ชื่อเป็นฮีโร่ของวงการอีกครั้ง อันเป็นที่แน่ชัดว่า Apple ได้รับสิทธิบัตรสำหรับเทคโนโลยีตัวแปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นอะนาลอก (DAC) ใหม่ ซึ่งอาจช่วยให้เสียงดีขึ้นมากในอุปกรณ์ในอนาคต เทคโนโลยีนี้ใช้ตรรกะ “Static Alternating Fill Order” (AFO Logic) เพื่อขจัดข้อผิดพลาดของการไล่ระดับเกนที่ทำให้เกิดความเพี้ยนในการออกแบบ DAC ในปัจจุบัน ซึ่งไอเดียใหม่นี้ของ Apple จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการออกแบบ DAC มาตั้งแต่เริ่มแรก
DAC แบบดั้งเดิมใช้อาร์เรย์ของยูนิตเซลล์ (An Array Of Unit Cells) เพื่อแปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นอะนาลอก แต่เซลล์ทั้งหมดไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเท่าเทียมกัน การจัดวางทางกายภาพทำให้เซลล์บางเซลล์ทำงานได้มากกว่าเซลล์อื่น ซึ่งทำให้เกิดความเพี้ยนเล็กน้อยที่ทำให้เสียงมีความบริสุทธิ์น้อยลง
ทางออกของ Apple คือ DAC ที่มีการจัดวางแบบแฟร็กทัล (Fractal Layout) และตรรกะ (Logic) อันชาญฉลาดที่ทีมงาน Apple เรียกว่า “ลำดับการเติมสลับ” (Alternating Fill Order หรือ AFO Logic) ระบบนี้ทำงานเหมือนตัวนำที่ควบคุมการเปิด-ปิดเซลล์ยูนิตอย่างมีการวางแผนไว้อย่างดี เมื่อสัญญาณมีกำลังแรงขึ้น “AFO Logic” จะปรับสมดุลลักษณะเฉพาะของแต่ละเซลล์ ส่งผลให้เสียงที่ได้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น
โดยพื้นฐานแล้ว สิทธิบัตร (Patent) ของ Apple มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงความแม่นยำในการแปลงสัญญาณโดยการแก้ไขปัญหาความคลาดเคลื่อนของค่าเกน (Gain Gradient Errors) ใน DAC โดยที่ Apple ได้ระบุไว้ในสิทธิบัตรว่า “การเติม Unit Cell Array จากด้านต่างๆ ทั้งเชิงพื้นที่และ หรือเชิงเวลา จะทำให้ค่าเกนที่สัมพันธ์กับยูนิตเซลล์สมดุลกัน เพื่อลดความคลาดเคลื่อน (Error) และเพิ่มความเป็นเชิงเส้น (Linearity) ของ DAC”
ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนี้สามารถดำเนินการได้ 2 รูปแบบ :
• AFO แบบคงที่ (Static AFO) : ลำดับคงที่ที่กระตุ้นยูนิตเซลล์ในลำดับเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้บัฟเฟอร์ที่ส่งสัญญาณดิจิทัลส่วนต่างๆ ระหว่างสาขาต่างๆ Different Branches
• AFO แบบไดนามิก (Dynamic AFO) : ลำดับตัวแปรที่เปลี่ยนแปลงตามรูปแบบที่ตั้งโปรแกรมไว้ เพื่อความยืดหยุ่นเพิ่มเติม (Additional Flexibility) ในการจัดการการแปลงสัญญาณ (Signal Conversion)
* ประโยชน์และการประยุกต์ใช้ที่เป็นไปได้ :- เป้าหมายหลักของ Apple ในการสร้างเสียงคือ การทำให้เสียงมีความใกล้เคียงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด และเทคโนโลยี DAC ใหม่นี้ช่วยให้ Apple เข้าใกล้เป้าหมายนี้มากขึ้น ด้วยการลดข้อผิดพลาดในกระบวนการแปลงสัญญาณให้เหลือน้อยที่สุด
*ผลลัพธ์ที่ได้อาจเป็นดังนี้ :
• หูฟัง (Headphones) ที่เผยให้เห็นเลเยอร์ที่ซ่อนอยู่ในเพลงโปรดของคุณ
• สมาร์ตโฟน (Smartphones) ที่เทียบเท่ากับเครื่องเล่นเสียงเฉพาะทาง
• ระบบโฮมเธียเตอร์ (Home Theater Systems) ที่ทำให้คุณรู้สึกเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ต หรืออยู่ในฉากภาพยนตร์
นอกจากนี้ยังสามารถปรับปรุงอัตราส่วนสัญญาณต่อสัญญาณรบกวน (Signal-To-Noise Ratio หรือ SNR) และช่วยลดความไม่เชิงเส้นเชิงอนุพันธ์ (Differential Nonlinearity หรือ DNL) และความไม่เชิงเส้นเชิงปริพันธ์ (Integral Nonlinearity หรือ INL) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อประสิทธิภาพของ DAC…ทว่าความทะเยอทะยานของ Apple ไม่ได้หยุดอยู่แค่ด้านเสียงเท่านั้น
ประการหนึ่ง, การออกแบบอาจช่วยประหยัดพลังงานได้ด้วยการปิดสัญญาณไปยังสาขา (Branches) ที่ไม่จำเป็นในเวลาที่กำหนด (Certain Time) และ DAC นี้ยังมาพร้อมกับความเร็วที่เหนือระดับ (Speed Demon) ซึ่งอาจทำงานที่ความถี่ 10 GHz ขึ้นไป
ซึ่งถือว่า เกินความจำเป็นสำหรับระบบเสียง แต่มันเปิดโลกแห่งความเป็นไปได้ในการสื่อสารไร้สาย (Wireless Communication) ด้วยเหตุนี้ Apple จึงสามารถมองไปยังแกนหลักของอุปกรณ์ในอนาคตที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของ 5G และก้าวไปไกลกว่านั้นได้
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับดีไซน์ DAC ที่มีอยู่ในปัจจุบัน แนวทางของ Apple ถือว่า แปลกใหม่เมื่อเปรียบเทียบกับดีไซน์ DAC ทั่วไปในหลายๆ ด้าน ประการแรก, การจัดวางแบบแฟร็กทัล (Fractal Layout) ช่วยให้เส้นทางสัญญาณมีความสม่ำเสมอมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ทำงานได้เร็วขึ้นและซิงค์ได้ดีขึ้น ประการที่สอง, AFO Logic เพิ่มระดับการปรับปรุงอีกขั้น โดยจัดการกับความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ที่การออกแบบอื่นๆ มักมองข้าม
ซึ่งเมื่อเทียบกับ DAC แบบคอลัมน์และแบบไลน์ (Column and Line) แบบดั้งเดิม การออกแบบแบบแฟร็กทัล (Fractal Design) ของ Apple ยังช่วยให้กระจายข้อมูลขาเข้าได้ง่ายขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ทำงานได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้ DAC ทั้งหมดมีขนาดเล็กลงด้วย โดยลดความจำเป็นในการใช้ตรรกะควบคุมภายนอก
ยิ่งไปกว่านั้น, ความสามารถรอบด้านของ DAC นี้ยังน่าประทับใจอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกับแบบเทอร์โมเมตริก (Thermometric) หรือแบบไบนารีโค้ด ยูนิตเซลล์ (Binary Coded Unit Cells) หรือการจัดการหลายเฟส (Multiple Phases) สำหรับการประมวลผลสัญญาณที่ซับซ้อน (Complex Signal Processing) สถาปัตยกรรม DAC นี้ก็ครอบคลุมได้ทุกความต้องการ
สิ่งนี้อาจส่งผลต่อผลิตภัณฑ์ Apple ในอนาคต…สิทธิบัตรไม่ได้ถูกนำไปใช้โดยตรงในผลิตภัณฑ์เสมอไป แต่เทคโนโลยีนี้อาจส่งผลกระทบอย่างกว้างไกลต่อผลิตภัณฑ์ในอนาคตของ Apple…ด้วยเหตุนี้ ผู้ใช้อาจเห็นประสิทธิภาพที่ดีขึ้นใน AirPod หรือ HomePod รุ่นต่อไป
เฉพาะอย่างยิ่งกับผลิตภัณฑ์ iPhone ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสียงที่มีความสามารถอยู่แล้ว อาจพัฒนาเป็นสตูดิโอบันทึกเสียงขนาดพกพาได้ และเมื่อ Apple ก้าวเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ เช่น เทคโนโลยีความจริงเสริม (Augmented Reality-AR) และเทคโนโลยีรถยนต์/DAC ตัวนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างประสบการณ์เสียงที่สมจริงอย่างแท้จริง (Truly Immersive Sound Experiences)
แต่สิ่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของแกดเจ็ต (Gadgets) ที่มีเสียงดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับการปรับปรุงการประมวลผลสัญญาณทั้งหมดอีกด้วย เทคโนโลยี DAC ดังกล่าวนี้อาจมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการสร้างสัญญาณความถี่วิทยุ (Radio Frequency-RF) โดยอาจช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพในอุปกรณ์ที่ใช้ 5G, Wi-Fi, LTE-LAA และมาตรฐานการสื่อสารไร้สายอื่นๆ ซึ่งหมายความว่า เราอาจเห็นผลประโยชน์ที่พึงได้รับในผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของ Apple ตั้งแต่ Mac และ iPhone ไปจนถึง iPad และ Apple Watch
…แต่กระนั้น เฉกเช่นเดียวกับการอนุมัติสิทธิบัตรทุกครั้ง ระยะเวลาในการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ยังคงไม่ชัดเจน


























