THE ANALOG SYSTEM

0

Turntable> Technics : SP-10R

Tonearm>AMG : 12 JT

MC Cartridge>Phasemation : PP300

Phono Amp>Jeff Rowland : Conductor/PSU

Integrated Amp>Jeff Rowland : Daemon

Speakers>Canton : Reference 5 GS Edition

Technics แบรนด์เครื่องเสียงระดับตำนานจากประเทศญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1965 โดยบริษัท Matsushita Electric Industrial (ปัจจุบันคือ Panasonic) ด้วยเป้าหมายการเป็นแบรนด์ระดับพรีเมียม สำหรับเจาะตลาดเครื่องเสียงไฮ-ไฟ (Hi-Fi) โดยเฉพาะ (เพื่อทำตลาดเครื่องเสียงระดับ Hi-End แข่งกับฝั่งยุโรปและอเมริกา)

หมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ Technics

ปี ค.ศ.1965 (จุดเริ่มต้น) : เปิดตัวด้วยลำโพงตู้ปิดขนาดเล็ก แบบ 2-ทาง วางขาตั้ง รุ่น Technics 1 (2-way Sealed Box  System รหัสพัฒนา EAB-1204) ซึ่งสร้างความฮือฮาด้วยการถ่ายทอดเสียงเบสได้ลึกเกินตัว 

ปี ค.ศ.1970 (ปฏิวัติวงการแผ่นเสียง) : Technics ช็อกโลกด้วยการประดิษฐ์ ‘SP-10’ เครื่องเล่นแผ่นเสียงระบบ Direct Drive (ขับเคลื่อนตรง) เครื่องแรกของโลก ซึ่งทำลายขีดจำกัดของระบบสายพานเดิมๆ และกลายเป็นพิมพ์เขียวของเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่แม่นยำที่สุดในเวลาต่อมา

ปี ค.ศ.1972 (กำเนิดไอคอนวงการดีเจ) : เปิดตัว ‘SL-1200’ เครื่องเล่นแผ่นเสียงที่กลายเป็น “อาวุธคู่กายของดีเจ” และเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมเพลง Hip-Hop และ Electronic Dance Music (EDM) ทั่วโลก ด้วยความทนทานอันเป็นอมตะ ควบคู่แรงบิดที่สูงมาก 

ปี ค.ศ.2010 (หยุดสายการผลิต) : ยุคเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลทำให้ Panasonic ตัดสินใจยุติการผลิตสินค้าแบรนด์ Technics สร้างความเสียดายให้กับนักเล่นเครื่องเสียงทั่วโลก

ปี ค.ศ.2014-ปัจจุบัน (การฟื้นคืนชีพระดับ Reference) : Technics ประกาศกลับมาสู่วงการอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้ปรัชญาใหม่ที่ผสานวิศวกรรมอะนาลอกดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง โดยปล่อยสินค้าระดับท็อปคลาสออกมาอย่างต่อเนื่อง

เบื้องหลังการพัฒนา Technics : SL-1200

SL-1200 นับเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่น่าทึ่งที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเครื่องเสียง เพราะมันคือ เรื่องราวของอุปกรณ์เครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ “ถูกออกแบบมาเพื่อนักฟังเพลงระดับ Hi-Fi ในบ้าน แต่ถูกขับเคลื่อนและปฏิวัติโดยวัฒนธรรมดนตรีของดีเจ จนกลายเป็นไอคอนระดับโลก”  

– จากยุคริเริ่ม ค.ศ. 1972 : ความตั้งใจเดิม เพื่อความบันเทิงในบ้าน-ทีมวิศวกรของ Matsushita (นำโดย Shuichi Obata) ไม่ได้ตั้งใจสร้าง SL-1200 นี้มาให้ดีเจเปิดในคลับตั้งแต่แรก พวกเขาต้องการสร้างเครื่องเล่นระดับ “Middle Class” สำหรับกลุ่มคนรักเสียงเพลงที่อยากได้สปีดความนิ่งจากเทคโนโลยี Direct Drive ที่ถอดแบบมาจากรุ่นเรือธงอย่าง Technics SP-10

ด้วยเป้าหมายเพื่อขจัดแรงสั่นสะเทือนในบ้าน ทีมงานได้ใส่ฟังก์ชันหลายอย่างเข้าไป เช่น บอดี้อะลูมิเนียมหล่อหนาหนัก, มอเตอร์แรงบิดสูงมาก (ทำความเร็วรอบถึงระดับมาตรฐานได้ในเวลาเพียงครึ่งรอบหมุน) และปุ่มปรับความเร็วรอบ (Pitch Control) แบบลูกบิดหมุน ซึ่งด้วยฟังก์ชันทั้งหมดนี้ กลายเป็นความบังเอิญทางวิศวกรรมที่ดันไปสะดุดตาดีเจวิทยุและผู้บุกเบิกดนตรี Hip-Hop ในนิวยอร์กยุค 70s อย่าง DJ. Kool Herc และ Grandmaster Flash พวกเขาพบว่า มอเตอร์ของ SL-1200 แข็งแกร่งมาก แม้จะใช้มือจับแผ่นขยับเดินหน้าถอยหลัง (สแครชแผ่น) มอเตอร์ก็ไม่พัง และสปีดจะดีดกลับมานิ่งสนิททันทีที่ปล่อยมือ ซึ่งเครื่องเล่นระบบสายพาน (Belt Drive) ในยุคนั้นทำไม่ได้เลย 

– สู่ยุคทอง ค.ศ.1979 : กำเนิด “SL-1200 MK2” จากการลงพื้นที่ดูคลับจริง-เมื่อ Technics รับรู้ว่า เครื่องเล่นของพวกเขาถูกนำไปใช้งานในรูปแบบที่คาดไม่ถึง ทีมวิศวกรจากญี่ปุ่นจึงได้บินไปลงพื้นที่สังเกตการณ์ในดิสโก้คลับและปาร์ตี้คลับที่นิวยอร์กและชิคาโกด้วยตัวเอง เพื่อดูว่า ดีเจต้องการอะไร ?

ผลลัพธ์จากสังเกตการณ์นั้นนำมาสู่การกำเนิดรุ่น ‘SL-1200 MK2’ ในปี 1979 ซึ่งเป็นรุ่นที่เปลี่ยนสถานะจาก “เครื่องเล่นเพลง” ให้กลายเป็น “เครื่องดนตรีสำหรับดีเจ” อย่างเป็นทางการด้วยการอัปเกรดสำคัญ-เปลี่ยนปุ่ม Pitch Control เป็นแบบสไลด์ ช่วยให้ดีเจสามารถขยับความเร็วเพลง (BPM) เพื่อทำผสมเพลงสองเพลงเข้าด้วยกันได้อย่างลื่นไหลและรวดเร็ว-นำผลึกควอตซ์เข้ามาควบคุมความแม่นยำของสปีดรอบหมุนให้เที่ยงตรงขั้นเด็ดขาด ด้วยระบบ Quartz Lock-เพิ่มฐานยางสังเคราะห์หนาหนักที่ขาตั้งวางใต้เครื่องเล่น เป็นการซับแรงสั่นขั้นสูงสุด เพื่อป้องกันไม่ให้เสียงเบสที่ดังสนั่นในผับสะท้อนย้อนกลับขึ้นมาทำให้หัวเข็มกระโดด (Acoustic Feedback) จนได้สโลแกนสุดฮิตในยุคนั้นว่า “Tough enough to take a disco beat and accurate enough to keep it” 

ยุคปัจจุบัน :

หลังจากเปิดตัวรุ่น MK2 ตระกูล SL-1200 ก็ยืนระยะยาวนานกว่า 30 ปี มีการปรับปรุงย่อยเป็นรุ่น MK3, MK4, MK5 และ MK6 จนกระทั่งหยุดผลิตไปในปี 2010 เนื่องจากยอดขายแผ่นเสียงทั่วโลกซบเซา  ก่อนจะฟื้นคืนชีพกลับมาใหม่อีกครั้งในปี 2016 จนถึงปัจจุบัน นับเป็นการเกิดใหม่และการแยกสายการผลิต โดยที่การกลับมาครั้งนี้ Technics ได้ทำการแยกสายผลิตภัณฑ์ออกเป็น 2 กลุ่ม ชัดเจน ได้แก่

• สายดีเจ/คลับดนตรี-สานต่อตำนานดั้งเดิมด้วยรุ่น SL-1200 MK7 (ใช้บอดี้สีดำ/เงิน น้ำหนักเบาลงเพื่อการเคลื่อนย้ายสะดวก และอัดแน่นด้วยฟังก์ชันสำหรับการสแครช) 

• สาย Audiophile/Hi-Fi บริสุทธิ์-แตกไลน์ออกมาเป็นรุ่นอย่าง SL-1200G, SL-1200GR ที่เปลี่ยนมาใช้มอเตอร์ไร้แกนเหล็ก (Coreless Direct Drive) เพื่อขจัดอาการสะดุดนอยซ์ของมอเตอร์ (Cogging) และอัปเกรดแชสซีให้หนาแน่น เพื่อเน้นความสงัดของเสียงเพลงในห้องฟังเพลงระดับสูง 

#นับเป็นความมหัศจรรย์ของวงการเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ตระกูล SL-1200 ได้ทำการผลิตขึ้นมาตั้งแต่ปี 1972 โดยยังคงรักษารูปลักษณ์, เลย์เอาต์ และโครงสร้างแบบเดิมไว้ได้จนถึงปัจจุบัน โดยแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย 

สำหรับ Technics : SP-10R” เป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงระดับเรือธง (Flagship) ในกลุ่ม Reference Class ของแบรนด์ Technics ซึ่งถือเป็นตัวท็อปที่สุดของตระกูล Direct Drive ที่ปฏิวัติวงการมาตั้งแต่ปี 1970 โดยรุ่น SP-10R ออกแบบมาเพื่อเป็นที่สุดด้านความเที่ยงตรงและความเงียบของพื้นเสียง ทั้งนี้พัฒนาการของ Technics SP-10 Series ถือเป็นเส้นทางแห่งการแสวงหาความสมบูรณ์แบบในการหมุนของจานหมุน (Platter) โดยถูกยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งเครื่องเล่นแผ่นเสียงระบบ Direct Drive” ของโลก 

พัฒนาการของ Technics SP-10 Series เป็นดังนี้ : SP-10 (ตัวแรกของโลก); ช่วงปี 1970>SP-10 Mk2 (สู่ห้องส่งสถานี); ช่วงปี 1975>SP-10 Mk3 (ยักษ์ใหญ่เฮฟวีเวท); ช่วงปี 1981>SP-10R (ที่สุดแห่ง Reference Class) ช่วงปี 2018-ปัจจุบัน

จากจุดเริ่มต้นในปี 1970 จนถึงรุ่นสูงสุดอย่าง SP-10R ในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงทางวิศวกรรมครั้งสำคัญ 4 ช่วงด้วยกันโดยประมาณ

1. ค.ศ.1970 : Technics : SP-10 (จุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์โลก)

ระดับนวัตกรรมนับเป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงระบบ Direct Drive (ขับเคลื่อนตรง) เครื่องแรกของโลก ที่วิศวกรเลิกใช้สายพานหรือลูกยาง แล้วต่อแกนมอเตอร์เข้ากับจานหมุนโดยตรง 

จุดเด่น : ขจัดปัญหาเรื่องสายพานเสื่อมสภาพ ยืดหยุ่น หรือการลื่นไถล ทำให้ความเร็วรอบหมุนนิ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งนี้ทั้งนั้นในยุคแรกยังใช้มอเตอร์แบบมีแกนเหล็ก (Cored Motor) และควบคุมความเร็วด้วยระบบแอนาล็อกธรรมดา ซึ่งยังเกิดอาการสะดุดเล็กๆ ของแม่เหล็กไฟฟ้าที่เรียกว่า Cogging อยู่บ้าง

2. ค.ศ.1975 : Technics : SP-10 Mk2 (ก้าวสู่มาตรฐานห้องส่งกระจายเสียง)

อัปเกรดระบบควบคุมความเร็วรอบหมุนด้วยการนำ ผลึกควอตซ์ (Quartz-Phase Locked Loop) เข้ามาล็อคความนิ่งของรอบหมุน ทั้งยังเป็นรุ่นแรกที่แยกภาคจ่ายไฟ (Power Supply Unit) ออกไปเป็นกล่องภายนอก เพื่อหลีกเลี่ยงสัญญาณรบกวน 

จุดเด่น: มีแรงบิดสูงขึ้นมาก สามารถทำความเร็วถึงรอบมาตรฐาน (33 1/3 RPM) ได้ภายในเวลาเพียง 0.2 วินาที และมีระบบเบรกเชิงกลที่หยุดจานหมุนได้ทันที ซึ่งด้วยความนิ่งและทนทานระดับนี้ทำให้สถานีวิทยุชั้นนำทั่วโลก (รวมถึง BBC ของอังกฤษ และ NHK ของญี่ปุ่น) เลือกใช้รุ่น Mk2 เป็นเครื่องเปิดเพลงมาตรฐานประจำห้องส่ง 

3. ค.ศ.1981 : Technics : SP-10 Mk3

ช่วงนี้ นับเป็นการบ้าพลังทางวิศวกรรมขั้นสุดในยุคอะนาลอกรุ่งเรือง โดยขยายขนาดมอเตอร์ให้ใหญ่ขึ้น และเพิ่มน้ำหนักของจานหมุน (Platter) จากเดิม 3 กิโลกรัม ขึ้นไปหนักถึง 10 กิโลกรัม ผลิตจากทองแดงและอะลูมิเนียมหล่อ 

จุดเด่น : มอเตอร์มีแรงบิดมหาศาลถึง 1.1 N·m (สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ตระกูล SP-10)  แรงฉุดมหาศาลนี้ทำให้ความเร็วรอบหมุนนิ่งสนิท ไม่ว่าจะเจอร่องแผ่นเสียงที่ลึกหรือหัวเข็มที่กดหนักขนาดไหน รอบก็ไม่ตกเลยแม้แต่นิดเดียว 

4. ค.ศ.2018-Technics : SP-10R ในยุคปัจจุบัน

หลังจากแบรนด์กลับมาฟื้นคืนชีพ Technics ได้นำความรู้ทั้งหมดมาปัดฝุ่นและสร้าง ‘SP-10R’ ขึ้นมาใหม่ โดยไม่ได้เป็นการเลียนแบบของเก่า แต่เป็นการใช้วิศวกรรมยุคศตวรรษที่ 21 เพื่อทำลายข้อจำกัดเดิมๆ ทั้งหมด ด้วยการพัฒนาโครงสร้างมอเตอร์ใหม่หมดที่ออกแบบให้เป็นแบบ “ไร้แกนเหล็ก” (Coreless Direct Drive Motor) พร้อมวางโรเตอร์คู่ (Twin Rotor) ขนาบสองด้าน ปล่อยแรงบิดสองเท่า ขจัดอาการสะดุดนอยส์ของมอเตอร์ (Cogging) ออกไปได้ 100% หมุนได้นิ่งและนุ่มนวล ราวกับเป็นเนื้อเดียวกัน 

พร้อมทำการปรับน้ำหนักจานหมุนให้อยู่ในจุดที่สมดุลที่สุดคือ 7.9 กิโลกรัม โดยการประกบวัสดุ 3 ชั้น (3-Layer Platter)ประกอบด้วยทองเหลือง+อะลูมิเนียม+ยางแดมปิ้ง เพื่อสลายแรงสั่นสะเทือนเรโซแนนซ์ให้หมดไป ทั้งยังแยกกล่องควบคุมความเร็ว

รอบหมุน ด้วยหน้าจอตัวเลขดิจิทัลปรับได้ละเอียด 2 ตำแหน่ง และใช้ภาคจ่ายไฟระบบ Switching Power Supply ความถี่สูงพิเศษ (จับคู่กับวงจรขจัดนอยซ์) ทำให้พื้นเสียง (Rumble) สงัดลงไปต่ำสุดกู่ถึง -92 dB ซึ่งเงียบกว่ารุ่นอดีตทุกรุ่นอย่างเห็นได้ชัด 

กระนั้นแม้ไส้ในจะเปลี่ยนเป็นดิจิทัล ไฮเทค แต่ Technics ออกแบบให้ฐานล่างของตัวเครื่องมีขนาดและตำแหน่งยึดนอตเหมือนกับรุ่น Mk2 และ Mk3 เป๊ะๆ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเล่นรุ่นเก๋าถอดเครื่องเดิมออกแล้ววางสลับอัปเกรดเป็น SP-10R ได้ทันที 

วิวัฒนาการกว่า 50 ปีนี้ แสดงให้เห็นว่า ตระกูล SP-10 ของ Technics ไม่เคยละทิ้งดีเอ็นเอเรื่อง “ความเที่ยงตรงของการหมุนและความเงียบสนิทของพื้นเสียง” เลย มีแต่การพัฒนาเทคโนโลยีของแต่ละยุคเข้ามาเสริมให้เข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

หน่วยวัดของแรงบิด (Torque ) ที่นิยมใช้ในวงการเครื่องเล่นแผ่นเสียงและวิศวกรรม มีดังนี้ :-

N·m (นิวตัน-เมตร) : เป็นหน่วยมาตรฐานสากล (SI Unit) ที่ใช้บอกพลังแรงบิดอย่างเป็นทางการ (เช่น ค่าแรงบิดของมอเตอร์ Technics SP-10R อยู่ที่ 0.39 N·m)

kg·cm (กิโลกรัม-เซนติเมตร) : เป็นอีกหนึ่งหน่วยที่ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียง (โดยเฉพาะฝั่งญี่ปุ่น) นิยมใช้ระบุในสเปกเครื่อง ซึ่งหากแปลงค่าจาก 0.39 N·m จะได้เท่ากับประมาณ 4.0 kg·cm หมายความว่า มอเตอร์มีแรงฉุดให้จานหมุน (Platter) หมุนทำความเร็วรอบได้ทันทีอย่างทรงพลัง

สเปกและจุดเด่นทางเทคนิคของ Technics : SP-10R

ระบบขับเคลื่อน : Direct Drive แบบ ไร้แกนเหล็ก (Coreless) พร้อมมอเตอร์ Double Coil Twin Rotor แรงบิดสูงมาก (Starting Torque 0.39 N·m) หมุนนิ่งสนิทและทำความเร็วรอบได้ทันที

จานหมุน (Platter) ระดับเฮฟวีเวท : น้ำหนักเฉพาะตัวจานหมุนสูงถึง 7.9 กิโลกรัม โครงสร้าง 3 ชั้นประกอบด้วย ทองเหลืองหนา, อะลูมิเนียมหล่อ (Die-cast) และยางซับแรงสั่นสะเทือน (Deadening Rubber) เพื่อขจัดแรงสั่นจากภายนอก

ความนิ่งของรอบหมุน (Wow and Flutter) : ต่ำเพียง 0.015% ซึ่งเป็นค่าที่ต่ำจนเกือบถึงขีดจำกัดสูงสุดของเครื่องมือวัดในปัจจุบัน

พื้นเสียงที่เงียบสงัด (Rumble) : มีค่าสัญญาณรบกวนต่ำถึง -92 dB เสียงดนตรีจึงลอยเด่นขึ้นมาจากความเงียบอย่างชัดเจน

กล่องควบคุมแยกชิ้น (Separate Control Unit) : แยกภาคจ่ายไฟและชุดควบคุมความเร็วรอบ (Pitch Control) ออกจากตัวเครื่องเล่นหลัก เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน (Humming & Noise) เข้าสู่หัวเข็ม รองรับสปีด 33 1/3, 45 และ 78 RPM โดยปรับความเร็วได้ละเอียดถึงทศนิยม 2 ตำแหน่ง (±16%) 

หมายเหตุ : หากซื้อรุ่นที่เป็นระบบสำเร็จรูปพร้อมแท่นเครื่องและโทนอาร์มจากโรงงานของ Technics จะใช้ชื่อรุ่นว่า SL-1000R 

AMG (Analog Manufaktur Germany) แบรนด์ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงและโทนอาร์มระดับซูเปอร์ ไฮ-เอนด์ จากแคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี ปัจจุบันได้รับการยกย่องในวงการออดิโอไฟล์ว่า เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ผสมผสาน “วิศวกรรมความแม่นยำขั้นสูงสุด (Precision Engineering)” เข้ากับความอ่อนช้อยทางศิลปะและน้ำเสียงที่ลื่นไหลเป็นธรรมชาติได้อย่างไร้ที่ติ 

เบื้องหลังการพัฒนา AMG 

AMG ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.2011 โดย Werner Röschlau ช่างกลึงอัจฉริยะ (Master Mechanical Engineer) ผู้มีประวัติการทำงานเป็นวิศวกรผู้ร่วมพัฒนาเครื่องบินในสหรัฐฯ และอดีตนักบินพาณิชย์ของสายการบิน Lufthansa ซึ่งก่อนหน้าจะมาทำแบรนด์ตัวเอง โรงงานของ Werner ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของมิวนิก เป็นโรงงานรับจ้างผลิตชิ้นส่วนโลหะความแม่นยำสูง (CNC) ให้กับชิ้นส่วนอากาศยาน และเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนแท่นเครื่อง/โทนอาร์มแบบตามสั่ง (OEM) ให้กับแบรนด์เครื่องเล่นแผ่นเสียงไฮ-เอนด์ชื่อดังหลายแบรนด์ของเยอรมันมายาวนานนับสิบปี 

ซึ่งเมื่อ Werner ผันตัวมาทำแบรนด์ตัวเองในชื่อ AMG เขาได้สร้างความสั่นสะเทือนให้วงการด้วยการคิดค้น ระบบแบริ่งโทนอาร์มแบบ ท่อนเหล็กสปริง (Spring Steel Dual-pivot Bearing) ซึ่งแกะพิมพ์เขียวมาจากเทคโนโลยีแบริ่งควบคุมใบพัดหลักของเฮลิคอปเตอร์ นับเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลกโทนอาร์ม

ระบบนี้ใช้ท่อนเหล็กสปริงขนาดจิ๋ว 2 แกน ทำหน้าที่เป็นจุดหมุนแนวตั้งแทนตลับลูกปืนแบบเดิม ทำให้มีข้อดีที่ได้รับไร้ซึ่งแรงเสียดทาน (Zero Friction) และไม่มีช่องว่างหลวม (Zero Play) เหมือนแบริ่งทั่วไป ทำให้หัวเข็มเกาะร่องแผ่นเสียงนิ่งราวกับลอยอยู่ในอากาศ ซึ่งระบบแบริ่งอัจฉริยะนี้ถูกบรรจุอยู่ในโทนอาร์มตระกูล 9W และ 12J รวมถึงรุ่นท็อปอย่าง AMG : 12 JT 

และแล้วในปี ค.ศ.2013 ได้เกิดข่าวเศร้าเมื่อ Werner Röschlau ได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน  ลูกชายของเขาคือ Julian Lorenzi ซึ่งทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ต้น จึงก้าวขึ้นมาเป็นหัวเรือใหญ่เต็มตัว ทั้งนี้ Julian ได้ทำการย้ายและขยายโรงงานไปที่เมือง Deining แคว้นบาวาเรีย ซึ่งเป็นโรงงานระบบปิดที่ควบคุมอุณหภูมิและฝุ่นละอองอย่างเข้มงวด เพื่อขยายการผลิตให้ตอบรับกับความต้องการของนักเล่นเครื่องเสียงทั่วโลก 

ภายใต้การนำของ Julian แบรนด์ได้ออกสินค้ารุ่นใหม่ๆ ที่โด่งดัง เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่น Giro, Viella V12 และรุ่นยักษ์ใหญ่ระดับ Statement อย่าง Viella Forte รวมไปถึงหัวเข็ม MC ในชื่อรุ่น Teatro และล่าสุดเพิ่งเปิดตัวปรีโฟโน บาลานซ์แท้รุ่น Ventus อีกด้วย 

AMG : 12 JT (หรือที่รู้จักในชื่อ 12JT Turbo) คือ โทนอาร์ม (Tonearm) ระดับไฮ-เอนด์ขนาด 12 นิ้ว ที่เป็นตัวท็อปที่สุดของแบรนด์ AMG จากประเทศเยอรมนี โดดเด่นด้านการวิศวกรรมความแม่นยำสูง (Precision Engineering) และการออกแบบที่เอื้อให้ผู้ใช้สามารถปรับตั้งค่าทุกอย่างได้อย่างละเอียดด้วยมือเปล่าโดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมือช่วยใดๆ 

สเปกและข้อมูลทางเทคนิค (Technical Specifications)

ความยาวประสิทธิผล (Effective Length) : 304.8 มม. (12 นิ้ว) ช่วยลดมุมผิดพลาดในการแทร็กกิ่งเกาะร่องแผ่นเสียง (Tracking Error) ได้ดีกว่าอาร์มขนาด 9 นิ้ว ทั่วไปอย่างมาก 

ระยะจากจุดหมุนถึงแกนจานหมุน (Pivot to Spindle) : 291.4 มม. 

มวลประสิทธิผล (Effective Mass) : 13.9 กรัม จัดอยู่ในกลุ่มมวลปานกลาง (Medium Mass) รองรับหัวเข็ม (Cartridge) ได้หลากหลายรูปแบบ 

ท่ออาร์ม (Armwand) : ผลิตจากอะลูมิเนียมเกรดอากาศยาน (Aircraft-quality Aluminum) ผ่านกระบวนการ Anodized เพื่อควบคุมและสลายแรงสั่นสะเทือนเรโซแนนซ์อย่างยอดเยี่ยม 

AMG : 12 JT นั้นมีจุดเด่นในระบบแบริ่งอัจฉริยะ ซึ่งเป็นระบบแบริ่งลิขสิทธิ์เฉพาะ (Patented Dual-bearing) ที่ชุดแบริ่งแนวตั้งใช้เทคโนโลยีคล้ายกับแบริ่งของใบพัดเฮลิคอปเตอร์ ผสานกับแกนแนวนอนขนาดใหญ่ขึ้นที่ใช้ตลับลูกปืนแบบ Micro-ball คู่ เพิ่มความมั่นคงและลดแรงเสียดทานจนเกือบเป็นศูนย์ 

มาพร้อมสกรูแบบ Thumbscrews และปุ่มหมุนไมโครมิเตอร์ (Micrometer) ที่ผ่านการคาลิเบรตมาอย่างแม่นยำ ช่วยให้ผู้เล่นปรับตั้งค่าสำคัญได้ด้วยมือเปล่าอย่างสะดวกสบาย (Tool-Free Fine Tuning) ทั้งในเรื่องของ VTA (Vertical Tracking Angle) สำหรับปรับความสูง-ต่ำของอาร์มได้ละเอียด และล็อคได้แน่นหนา รวมถึง Azimuth สำหรับปรับมุมเอียงซ้าย-ขวาของหัวเข็มได้ง่าย ทั้งยังใช้ Magnetic Anti-skating ระบบต้านแรงดึงเข้าศูนย์กลางแบบ แม่เหล็ก ปรับตั้งได้แม่นยำ โดยไม่ต้องใช้ลูกตุ้มหรือเส้นเอ็น ที่สำคัญ AMG : 12 JT นั้นมีมาตรวัดระดับน้ำติดตั้งมาให้บริเวณด้านบนของเสื้อแบริ่ง (Built-in Bubble Level) เพื่อความชัวร์ในการเซตอัปให้อาร์มขนานกับผิวโลกอย่างสมบูรณ์ 

อนึ่งการปรับตั้ง Anti-skating ของโทนอาร์ม AMG : 12 JT เพื่อใช้งานร่วมกับหัวเข็มที่เลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม นับว่า มีความสะดวกสบายมาก เพราะโทนอาร์ม12 JT นี้ใช้ระบบแม่เหล็ก พร้อมด้วยสกรูหมุนแบบไร้เครื่องมือ (Tool-free) และมีวงแหวนสเกลบอกระยะที่ชัดเจน ระบบนี้จะใช้การเลื่อนระยะห่างของแม่เหล็กภายในเพื่อเพิ่มหรือลดแรงผลักต้านแรงดึงเข้าศูนย์กลาง ด้วยระบบแม่เหล็กของ AMG ที่มีความไวสูงมาก

Phasemation แบรนด์เครื่องเสียงระดับไฮ-เอนด์สัญชาติญี่ปุ่น จากเมืองโยโกฮาม่า ที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในกลุ่มนักเล่นแผ่นเสียง (อะนาลอก) ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของหัวเข็ม Moving Coil (MC), หม้อแปลง Step-up Transformer (SUT) และ ปรีแอมป์โฟโน (Phono Stage) ภายใต้การยึดถือปรัชญาในการไม่วิ่งตามกระแสหรือตัวเลขค่าสเปกทางการตลาด แต่เน้นความประณีตและการถ่ายทอดความรู้สึกทางดนตรีที่เป็นธรรมชาติที่สุด 

ปรัชญาหลักของ Phasemation นั้นเชื่อว่า หัวใจสำคัญของระบบเสียงสเตริโอ 2 แชนเนล ที่สามารถจำลองเวทีเสียงสด (Live Stage) ออกมาต่อหน้าผู้ฟังได้สมจริง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ความถี่เสียง (Frequency) แต่ขึ้นอยู่กับ “ความถูกต้องของเฟสและเวลา” (Phase & Timing Accuracy) หากเฟสเสียงซ้ายและขวาตรงกันอย่างสมบูรณ์ มิติของเสียงร้องและชิ้นดนตรีจะลอยเด่น นิ่ง และมีทรวดทรงเป็นสามมิติอย่างน่าอัศจรรย์ 

เบื้องหลังของ Phasemation

ความน่าเชื่อถือของ Phasemation มาจากบริษัทแม่ที่ชื่อว่า Kyodo Denshi Engineering Co.,Ltd. (เดิมชื่อ Kyodo Denshi System ก่อตั้งในปี ค.ศ.1970) ที่เป็นยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยี (Industrial Roots) โรงงานแห่งนี้ไม่ใช่โรงงานเครื่องเสียงทั่วไป แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตเครื่องมือวัดอิเล็กทรอนิกส์ความแม่นยำสูง (Electronic Measurement Instruments) ให้กับอุตสาหกรรมไอที

นอกจากนี้ยังเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีระบบควบคุมและระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Autonomous Driving Technology) ในอุตสาหกรรมยานยนต์ขั้นสูงอีกด้วย ซึ่งด้วยรากฐานวิศวกรรมที่ต้องคำนวณค่าตัวเลขในระดับทศนิยมที่ผิดพลาดไม่ได้เลย ทำให้เมื่อพวกเขาหันมาทำอุปกรณ์เครื่องเสียง จึงสามารถควบคุมค่าความเพี้ยน โครงสร้างทางกล และคุณสมบัติทางไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำขั้นสูงสุด 

เอกลักษณ์ทางวิศวกรรมที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ

ทั้งนี้ปรีโฟโนของ Phasemation (เช่น รุ่น EA-220, EA-350 ไปจนถึงรุ่นเรือธง) จะไม่ใช้ระบบ Feedback ทางไฟฟ้าเลย ด้วยวงจรไร้การป้อนกลับ (Non-Feedback Circuit)…ทีมวิศวกรของ Phasemation นั้นมองว่า การใช้ฟีดแบ็คทำให้เสียงดนตรีสูญเสียชีวิตจิตใจ และเกิดความเพี้ยนแบบ TIM (Transient Intermodulation Distortion) วงจรของ Phasemation จึงส่งสัญญาณเดินทางเป็นเส้นตรงที่รวดเร็วที่สุด มอบไดนามิกที่สดสะอาด และน้ำหนักเสียงที่เป็นธรรมชาติ

เนื่องจากความเชี่ยวชาญการทำเครื่องมือวัดในอดีต ทำให้ทีมวิศวกรของ Phasemation มีเทคนิคการพันขดลวดหม้อแปลงที่ยอดเยี่ยม หม้อแปลง Step-Up (SUT) ของแบรนด์นี้จึงมีสัญญาณรบกวนต่ำมาก และส่งผ่านไดนามิกของหัวเข็ม MC ออกมาได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

นอกจากนี้ในหัวเข็ม Phasemation : PP-300 หรือรุ่นใหญ่อย่าง PP-5000 ยังทำการเลือกใช้วัสดุระดับท็อป โดยจะเลือกใช้ก้านเข็มโบรอนบริสุทธิ์ (Pure Boron) เพื่อความแกร่งและเบา, ขดลวดพันคอยล์ทองแดงบริสุทธิ์สูง (6N OFC) และการสลายเรโซเนนซ์ด้วยวัสดุดูราลูมิน (Duralumin) และอะลูมิเนียม 

ทั้งนี้ Phasemationก้าวเข้าสู่วงการเครื่องเสียงไฮ-ไฟในปี ค.ศ.2002 โดยเริ่มแรกใช้ชื่อแบรนด์ว่า Phase Tech ก่อนจะทำการรีแบรนด์ และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Phasemation ในช่วงปลายปี ค.ศ.2010…คำว่า ‘Phasemation’ เกิดจากการสนธิคำระหว่างคำว่า Phase (เฟสของคลื่นเสียง) และ Information (ข้อมูล) สำหรับน้ำเสียงของ Phasemation ถูกนิยามว่า อยู่กึ่งกลางระหว่าง “ความอบอุ่นลื่นไหลแบบอะนาลอกดั้งเดิม” กับ “ความเคลียร์สะอาดแจกแจงรายละเอียดแบบโมเดิร์นไฮ-เอนด์” เสียงจะไม่จัดจ้านหรือพยายามพุ่งเข้าหาผู้ฟัง แต่จะให้ฉากหลังที่เงียบสงัด เสียงร้องผู้หญิงหรือเครื่องดนตรีอะคูสติกจะมีความเป็นเนื้อหนัง มีมวล และทอดประกายได้อย่างเป็นธรรมชาติ ฟังได้ยาวนานโดยไม่มีอาการล้าหู 

Phasemation : PP-300 เป็นหัวเข็มประเภท Moving Coil (MC) ระดับพรีเมียมของญี่ปุ่น โดดเด่นด้วยวัสดุก้านเข็ม (Cantilever) ที่ทำจากโบรอนบริสุทธิ์ (Pure Boron) มีความแข็งแกร่งสูงและมวลเบามาก ร่วมกับปลายเข็ม Diamond Stylus ที่เจียระไนทรง Line Contact (0.03×0.003mm) ซึ่งต้องการโทนอาร์มที่ปรับตั้งค่า VTA และ Azimuth ได้ละเอียดมากๆ น้ำหนักตัวหัวเข็ม (Weight) : 11.1 กรัม โดยมีค่าความยืดหยุ่น (Compliance) ระบุไว้ที่ 8.0×10^-6 cm/dyne (ที่ความถี่ 100Hz) ซึ่งถือว่า เป็นหัวเข็มที่มีความตึงปานกลางค่อนไปทางต่ำ (Medium-to-Low Compliance)

ซึ่งเมื่อนำ Phasemation :  PP-300 มาคำนวณกับโทนอาร์ม AMG : 12 JT ยาว 12 นิ้ว ที่มีมวลปานกลางค่อนไปทางสูง (13.9 กรัม) จะได้ค่าความถี่เรโซแนนซ์ธรรมชาติ (Resonance Frequency) อยู่ในช่วงประมาณ 9-10 Hz ซึ่งเป็นค่าทางทฤษฎีที่สมบูรณ์แบบที่สุด (ตกลงในเกณฑ์มาตรฐาน 8-12 Hz) หัวเข็มจะไม่สั่นค้างและเกาะร่องแผ่นเสียงได้อย่างมั่นคง โดยมีค่าแรงกดหัวเข็มที่แนะนำ (Tracking Force) ระหว่าง 1.7 ถึง 2.0 กรัม (แนะนำให้ตั้งที่ 1.9 กรัม เพื่อความนิ่งในการแทร็กเกาะร่องเสียง)

การจับคู่ร่วมกันของ Technics : SP-10R+AMG : 12 JT+Phasemation : PP-300 

การนำ AMG 12 JT (12 นิ้ว) มาแมตช์เข้ากับเครื่องเล่นตัวท็อปของ Technics : SP-10R ถือเป็นหนึ่งใน “ชุดเครื่องเสียงในฝัน” ของเหล่านักเล่นแผ่นเสียง นับเนื่องจากรอบหมุนที่นิ่งสนิทและเงียบสุดขีดของมอเตอร์ Direct Drive จาก Technics จะช่วยส่งผ่านสัญญาณเสียงที่สะอาดบริสุทธิ์ที่สุดของหัวเข็ม โทนอาร์ม 12 นิ้ว ของ AMG ที่มีความนิ่งและลดความเพี้ยนจากการแทร็กกิ้งเกาะร่องแผ่นเสียง จะทำหน้าที่ขุดรายละเอียดเสียงออกมาได้อย่างหมดจด ไม่มีการสั่นพ้องรบกวนความเที่ยงตรง โดยที่โทนอาร์ม AMG : 12 JT มีมวลประสิทธิผล (Effective Mass) อยู่ที่ 13.9 กรัม ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มมวลปานกลาง (Medium Mass) ระบบแบริ่งมีความนิ่งและแรงเสียดทานต่ำมาก

เมื่อนำมาจับคู่กับเครื่องเล่นเสียงระดับอ้างอิงอย่าง Technics : SP-10R และหัวเข็มประเภท Moving Coil (MC) ระดับไฮ-เอนด์ที่มีค่าความยืดหยุ่นปานกลาง (Medium Compliance ประมาณ 10-15×10^-6 cm/dyne ที่ความถี่ 100Hz) อย่าง Phasemation : PP-300จะทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อขุดรายละเอียดสัญญาณเสียงและถ่ายทอดไดนามิกได้อย่างเต็มพิกัด

สืบเนื่องจาก AMG : 12 JT เป็นโทนอาร์มที่มีความยาว 12 นิ้ว ประโยชน์ที่ได้รับจะอยู่ที่มุมเยื้อง (Offset Angle) ของหัวเข็มจะน้อยกว่าอาร์ม 9 นิ้ว ทั่วไปโดยธรรมชาติ ส่งผลให้แรงดึงเข้าศูนย์กลาง (Skating Force) ของอาร์ม 12 นิ้ว ตัวนี้ มีค่าค่อนข้างต่ำและนิ่งตลอดทั้งแผ่น

*ทั้งนี้ประโยชน์หลักของการใช้โทนอาร์มที่มีความยาว 12 นิ้ว (เมื่อเทียบกับโทนอาร์มขนาดมาตรฐาน 9 นิ้วทั่วไป) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพเสียงในระบบอะนาลอก โดยแบ่งออกเป็นข้อๆ ชัดๆ ได้ดังนี้ :

1. ลดมุมผิดพลาดในการเกาะร่องแผ่นเสียง

เนื่องจากแผ่นเสียงถูกบันทึกมาในแนวเส้นตรง (Linear) แต่โทนอาร์มทั่วไปจะมีจุดหมุนเป็นวงกลม (Arc) ทำให้เกิดมุมที่หัวเข็มเอียงทำมุมผิดพลาดกับร่องแผ่นเสียง (Tracking Error) ซึ่งโทนอาร์ม 12 นิ้ว จะมีรัศมีวงกลมที่กว้างกว่าโทนอาร์มขนาด 9 นิ้ว มาก ทำให้เส้นทางการเดินของหัวเข็มมีความโค้งน้อยลง และใกล้เคียงกับเส้นตรงมากขึ้น ส่งผลให้ค่ามุมผิดพลาด (Tracking Error) ต่ำลงอย่างมหาศาล ตลอดทั้งแผ่นจากร่องนอกสุดจรดร่องในสุด

2. ลดความเพี้ยนของเสียง โดยเฉพาะร่องในสุด

เมื่อมุมผิดพลาดในการเกาะร่องลดลง ผลลัพธ์โดยตรงคือ ความเพี้ยนของสัญญาณเสียง (Harmonic Distortion) จะลดต่ำลงตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน “ร่องแผ่นเสียงด้านในสุด” (Inner Groove Distortion) ซึ่งเป็นจุดที่เพลงมักจะเสียงแตกพร่าได้ง่ายที่สุด (เนื่องจากความหนาแน่นของร่องเสียงสูง เพราะเส้นรอบวงของร่องแผ่นเสียงนั้น สั้นกว่าร่องเสียงด้านนอก) โทนอาร์ม 12 นิ้วจะช่วยให้เสียงช่วงท้ายแผ่นสะอาด และเคลียร์ใสใกล้เคียงกับช่วงต้นแผ่นอย่างเห็นได้ชัด

3. ลดแรงดึงเข้าศูนย์กลาง

Skating Force คือ แรงดึงที่เหวี่ยงให้หัวเข็มไถลเข้าหาจุดศูนย์กลางของจานหมุน ซึ่งเกิดจากมุมเยื้อง (Offset Angle) ของตัวหัวเข็ม โทนอาร์ม 12 นิ้ว มีโครงสร้างที่ยาว ทำให้มุมเยื้องของหัวเข็มดูลดน้อยลง (ขนานกับร่องเสียงมากขึ้น) ดังนั้นแรงไถลเข้าด้านในจึงมีค่าน้อยลงและมีความเสถียรคงที่มากกว่า ตลอดการเล่นทั้งแผ่น ทำให้การปรับตั้งระบบ Anti-skating ทำงานได้อย่างแม่นยำ ปลายเข็มสัมผัสผนังร่องเสียงซ้าย-ขวาได้อย่างสมมาตรเท่ากันเป๊ะ

4. เวทีเสียงนิ่งและมิติเสียงสมจริงขึ้น

เมื่อหัวเข็มเกาะร่องได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยไม่ถูกแรงเหวี่ยงหรือแรงดึงรั้งด้านใดด้านหนึ่ง การแยกแยะสัญญาณสเตริโอ (Channel Separation) ระหว่างช่องซ้ายและขวาจะทำได้เด็ดขาดขึ้น เสียงร้องจะนิ่งสนิทอยู่ตรงกึ่งกลาง เวทีเสียงแผ่ขยายกว้างและลึกอย่างเป็นธรรมชาติ ชิ้นดนตรีไม่ทับซ้อนกัน

5. มวลประสิทธิผลที่สูงขึ้น

โดยธรรมชาติ อาร์มที่ยาวขึ้นจะมีน้ำหนักและมวลโครงสร้างเพิ่มขึ้น (มักจัดอยู่ในกลุ่ม Medium to High Mass) ซึ่งมวลที่มากขึ้นนี้ช่วยให้โทนอาร์มมีความนิ่งสูง ไม่สั่นไหวง่ายตามแรงกระแทกของร่องเสียง เหมาะสมอย่างยิ่งกับการจับคู่กับหัวเข็มประเภท Moving Coil (MC) ระดับไฮ-เอนด์ ทำให้ได้เสียงเบสที่ทิ้งตัวลึก มีฐานเสียงที่แน่นและทรงพลัง

**กระนั้นโทนอาร์ม 12 นิ้ว ก็ต้องแลกมาด้วยขนาดที่ใหญ่และต้องการแท่นเครื่องที่กว้างขึ้นด้วยสำหรับการติดตั้งใช้งาน ในขณะที่สิ่งซึ่งได้กลับมา นั่นคือ เสียงที่สะอาดยิ่งขึ้น, ความเพี้ยนต่ำลง และมิติเสียงที่สงัดสมจริงขั้นสุด

Jeff Rowland Design Group (JRDG) เป็นหนึ่งในแบรนด์แอมปลิฟายเออร์ระดับไฮ-เอนด์ สัญชาติอเมริกันที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมาก ก่อตั้งโดย Jeff Rowland ในช่วงทศวรรษ 1980 โดยมุ่งเน้นการสร้างสรรค์เครื่องเสียงที่เป็นงานศิลปะชั้นเลิศทั้งในแง่ของรูปลักษณ์ภายนอก และวิศวกรรมการถ่ายทอดเสียงภายใน 

จากการที่ Jeff Rowland มีความหลงใหลในระบบเสียงและงานวิศวกรรมไฟฟ้า เขาเริ่มต้นจากการศึกษาและโมดิฟายเครื่องเสียง จนกระทั่งสามารถตั้งบริษัทของตัวเองได้สำเร็จ ณ รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ภายใต้ปรัชญาการผลิตแอมป์ที่ “ไร้การแต่งแต้มและมีความเสถียรสูงสุด” กอปรกับความตั้งใจหลัก ไม่ได้เน้นการทำตลาดแบบเปรี้ยงปร้าง หรือผลิตสินค้าจำนวนมาก หากมุ่งมั่นในความมีคุณภาพระดับสูงสุด

ในอดีตนั้น แบรนด์ Jeff Rowland ขึ้นชื่อมากกับแอมป์คลาส A และคลาส AB ขนาดใหญ่ แต่ในช่วงกลางทศวรรษ 2000 แบรนด์นี้ได้สร้างความสั่นสะเทือนให้วงการเครื่องเสียงไฮ-เอนด์ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ด้วยการเป็นผู้บุกเบิกนำเทคโนโลยีขยายสัญญาณแบบ Class-D ร่วมกับ Switch-Mode Power Supply มาพัฒนา จนได้คุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยมทัดเทียม หรือเหนือกว่าแอมป์แบบดั้งเดิม ซึ่งเริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการในรุ่น Model 302 ที่เป็นตำนาน

ความโดดเด่นของแบรนด์ Jeff Rowland

Jeff Rowland มีความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนแฟนๆ เครื่องเสียงจดจำได้ทันทีเมื่อได้เห็น ไม่ว่าจะเป็นในด้านงานดีไซน์ระดับหน้าปัดนาฬิกาหรู ที่ดูเหมือนคลื่นระลอกน้ำสะดุดตา ตัวถังอะลูมิเนียมของ Jeff Rowland จะใช้การกลึงด้วยเครื่อง CNC ที่มีความแม่นยำสูง ขัดลายแผงหน้าเครื่องอโนไดซ์สลับไปมาจนเกิดเอฟเฟกต์สะท้อนแสงคล้ายคลื่นน้ำระยิบระยับ (Prism-like Effect) ถือเป็นดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน

นอกจากนี้ Jeff Rowland ยังมีโครงสร้างตัวถังแบบไร้รอยต่อ ด้วยโครงสร้างหน้าปัดและตัวถังทำจากอะลูมิเนียมเกรดอากาศยาน (Aircraft-grade Aluminum) ขุดเจาะจากบล็อกโลหะชิ้นเดียว เพื่อทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันคลื่นรบกวน (RFI/EMI) และลดแรงสั่นสะเทือนภายนอกได้อย่างสมบูรณ์แบบ 

อีกทั้งยังใช้หม้อแปลงคัปปลิ้ง (Input Transformer) Lundahl คุณภาพสูงที่สั่งทำพิเศษในภาคสัญญาณขาเข้า ช่วยตัดสัญญาณรบกวน (Ground Loops) และสิ่งเจือปนในระบบไฟฟ้าได้อย่างหมดจด ส่งผลให้พื้นหลังของเสียง (Background Noise) มีความสงัด นิ่งสนิท และดำลึกอย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้ผู้ฟังได้ยินรายละเอียดเสียงชิ้นดนตรีเล็กๆ น้อยๆ ได้อย่างเด่นชัด 

ที่สำคัญ Jeff Rowland มีแนวเสียงที่เป็นมิตร อิ่มหวาน และมีพลังเป็นดั่ง Sound Signature แม้ในรุ่นใหม่ๆ จะเปลี่ยนมาใช้ภาคขยาย Class-D แต่ Jeff Rowland ปรับแต่งจนไม่มีความสากเสี้ยนหรือความแห้งแบบดิจิทัลหลงเหลืออยู่เลย ให้ความโดดเด่นเรื่องเสียงร้องที่อิ่ม ตัวเสียงมีมวล หวานละมุน และทอดปลายแหลมได้อย่างเป็นประกายธรรมชาติ รวมถึงการมีกำลังสำรองสูงมาก สามารถขับลำโพงที่ขับยากๆ ให้แจกแจงไดนามิกและมิติเวทีเสียงออกมาได้อย่างผ่อนคลาย ไม่มีการเค้น หยาบกร้าน แห้งแล้งของเสียง 

ปัจจุบัน Jeff Rowland ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Technology) ด้วยการหันมาใช้เทคโนโลยี Class-D ควบคู่กับภาคจ่ายไฟความเร็วสูง (Switch-Mode Power Supply) ทำให้แอมป์ของ Jeff Rowland ได้มาซึ่งประสิทธิภาพต่อพลังงานสูง มีความร้อนสะสมที่ต่ำมากขณะใช้งาน ไม่กินไฟ และไม่จำเป็นต้องมีครีบระบายความร้อนขนาดใหญ่เทอะทะเหมือนแอมป์ไฮ-เอนด์ยุคเก่า 

Jeff Rowland : Conductor (ร่วมกับกล่องจ่ายไฟตัวท็อป PSU-Power Storage Unit สำหรับสมรรถนะสุดขีดขั้น) นี่คือ โฟโน ปรีแอมป์ (Phono Stage) ระดับอัลตร้าไฮ-เอนด์ที่เหล่านักเล่นออดิโอไฟล์ยอมรับว่า เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดในโลกในการขุดรายละเอียดสัญญาณจากการเล่นแผ่นเสียงแบบไม่มีการปรุงแต่ง 

Jeff Rowland ออกแบบโครงสร้างวงจรของ “Conductor” ให้สัญญาณเดินทางสั้นที่สุด บนแผงวงจร 4 ชั้น และบรรจุอยู่ในตัวถังอะลูมิเนียมเกรดอากาศยาน 6061-T6 ที่ขุดจากบล็อกตันทั้งก้อน เพื่อป้องกันคลื่นรบกวน RFI/EMI ทั้งนี้ “Conductor” สามารถเลือกติดตั้งโมดูลอินพุตได้สูงสุดถึง 4 ชุด (3 MC และ 1 MM) ทำให้สลับช่องใช้งานจากหน้าปัดบนตัวเครื่องได้ทันที โดยไม่ต้องถอดเปลี่ยนสายเชื่อมต่อ

ซึ่งการเลือกใช้ช่องเสียบรับสัญญาณหัวเข็ม MC ของ “Conductor” จะมีออปชันพิเศษคือ หม้อแปลงอินพุต แกนอะมอร์ฟัส (Amorphous Core Input Transformers) เพื่อให้รองรับกับหัวเข็ม MC ที่มีอัตราเอาต์พุตต่ำ และความต้านทานต่ำได้อย่างเหมาะเจาะเป็นอย่างยิ่ง โดยที่แกนอะมอร์ฟัสจะช่วยเสริมโฟกัส+ไดนามิกของเนื้อเสียงให้เด่นชัด และควบแน่นเป็นตัวตนมากยิ่งขึ้น 

อีกทั้ง “Conductor” ยังให้ค่า Gain ในภาค MC สูงถึง 68 dB (และดันขึ้นไปได้ถึง 74 dB สำหรับหัวเข็มที่เอาต์พุตต่ำมาก) สามารถให้สัญญาณเอาต์พุตขาออกแบบบาลานซ์ (Balanced XLR) สูงสุดถึง 16V rms โดยปกติ “Conductor” จะมาพร้อมสวิตชิ่ง เพาเวอร์ซัพพลายขนาดเล็ก แต่มีตัวเลือกอัปเกรดให้เชื่อมต่อกับกล่องภาคจ่ายไฟแยกส่วน (PSU) ตัวท็อป ที่จะยกระดับประสิทธิภาพให้ก้าวข้ามไปอีกระดับจากเดิมทันที 

ตัว PSU สำหรับ “Conductor” โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีอัลตร้า คาปาซิเตอร์ (Ultracapacitors) ที่บรรจุตัวเก็บประจุแรงดันสูงที่มีค่าความจุรวมกันมหาศาลถึง 233 ฟารัด (233,000,000 ไมโครฟารัด) ซึ่งทำหน้าที่เสมือน “อ่างเก็บน้ำพลังงานสะอาด” ขนาดยักษ์ จ่ายไฟฟ้ากระแสตรง (Pure DC) ออกมาได้นิ่ง และสะอาดเทียบเท่าระบบแบตเตอรี่ แต่ตอบสนองความฉับไวต่อสัญญาณไฟได้เร็วกว่า และทนทานกว่ามาก 

การแยกส่วนภาคจ่ายไฟพลังมหาศาลนี้ออกห่างจากวงจรขยายสัญญาณหัวเข็มตัวหลัก (ซึ่งเป็นจุดที่ไวต่อสัญญาณรบกวนที่สุดในระบบเครื่องเสียง) ทำให้ได้มาซึ่งความสงัดขั้นสูงสุด ช่วยขจัดสัญญาณกวนจากไฟบ้าน (AC Noise) และกราวนด์ลูป (Ground Loop) ออกไป 100% ส่งผลให้ได้ฉากหลังที่ดำมืดสนิท

Jeff Rowland : Daemon-อินทิเกรตแอมป์ (Integrated Amplifier) ระดับอัลตร้าไฮ-เอนด์ รุ่นล่าสุดที่ทรงพลังและล้ำสมัยที่สุดของJeff Rowland ตัวเครื่องสลักขึ้นรูปจากบล็อกอะลูมิเนียมเกรดอากาศยาน 6061-T6 แผงหน้าปัดโดดเด่นด้วยหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ และปุ่มควบคุมวอลลุ่มอะลูมิเนียมแบริ่งคู่ขนาดใหญ่ “Daemon” พร้อมส่งมอบกำลังขับมหาศาลระดับ 1,500 วัตต์ต่อแชนเนลที่ 8 โอห์ม (และเพิ่มเป็น 2,500 วัตต์ที่ 4 โอห์ม) สามารถขับลำโพงทุกคู่บนโลกได้อย่างสบาย…

Jeff Rowland : Daemon คือ อินทิเกรตแอมป์ ระดับเรือธงรุ่นที่ 5 ที่สามารถให้กำลังขับมหาศาล ชื่อ Daemon มาจากคำภาษากรีกโบราณที่หมายถึง “อัจฉริยภาพและความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์” ในความเป็นแอมปลิฟายเออร์ ‘Class-D’ แบบ Dual-mono อันทรงพลัง โดยได้รวมเอาปรีแอมป์ขั้นสูง, ตัวแปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นอะนาลอก (DAC) ที่แยกสัญญาณอย่างดีเยี่ยม และภาคขยายสัญญาณเสียงสำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียงประสิทธิภาพสูงไว้ในตัวเครื่องเดียว มาพร้อมกับรีโมตคอนโทรลกินพลังงานต่ำ

ผ่านระบบ Bluetooth Low Energy (BTLE) ทำให้ผู้ใช้งานสามารถสั่งการ และนำทางเมนูบนหน้าจอได้จากทุกมุมห้อง โดยไม่จำเป็นต้องเล็งรีโมตไปที่หน้าปัดเครื่องเหมือนระบบอินฟราเรดแบบเก่า 

“Daemon” สะท้อนถึงขีดสุดทางวิศวกรรมและการออกแบบของ Jeff Rowland โดยถูกสร้างขึ้นมาเพื่อท้าทายความคิดที่ว่า “เครื่องเสียงแบบแยกชิ้น (Separates) ย่อมดีกว่าอินทิเกรตแอมป์เสมอ” ภายใต้ภาคขยายสถาปัตยกรรม Class-D แบบ Dual-mono (โมดูล Pascal คู่แยกซ้าย-ขวาอิสระ) ที่ให้พละกำลังแรงขับระดับมหาศาลราวปีศาจ (สมชื่อ Daemon) แต่การทำงานกลับส่งมอบไดนามิกไร้ขีดจำกัด ถ่ายทอดฮาร์มอนิกและรายละเอียดชิ้นดนตรีได้อย่างอ่อนช้อย, นวลนุ่ม และมีความประณีต (Delicate) สูงมาก ไม่มีความสากเสี้ยนแบบดิจิทัล เจือปนในน้ำเสียง แม้แต่น้อยนิด 

ดังนั้นการที่ Jeff Rowland ตั้งชื่ออินทิเกรตแอมป์ระดับเรือธงรุ่นนี้ว่า Daemon จึงน่าจะสื่อถึง “จิตวิญญาณแห่งความสมบูรณ์แบบ” หรือ “ตัวกลางระดับเทพ” ที่คอยส่งผ่านความบริสุทธิ์ของเสียงดนตรีมาสู่หูของผู้ฟังอย่างเที่ยงตรงที่สุด โดยไม่มีความผิดเพี้ยนหรือความหยาบกร้านทางเสียง

Design & Engineering Elements

การออกแบบร่วมกับสถาปนิกเครื่องเสียงระดับโลกอย่าง Thomas Holm ใหม่หมดตั้งแต่ต้น เพื่อให้เป็นภาคประมวลผลระดับอ้างอิงของอุตสาหกรรม ร่วมกับสถาปัตยกรรม Dual-mono แบบแยกส่วน (Isolated Dual-Mono Architecture) เพื่อกำจัดสัญญาณรบกวนระหว่างส่วนประกอบอย่างสมบูรณ์ แหล่งจ่ายไฟดิจิทัลและอะนาลอกได้รับการแยกออกจากกันโดยสมบูรณ์ พร้อมการควบคุมแรงดันไฟฟ้าเฉพาะที่แต่ละส่วน (Individual Local Regulation) อันประกอบด้วยแหล่งจ่ายไฟแบบสวิตช์โหมด (Switch Mode Power Supplies-SMPS) แยกต่างหาก สำหรับแต่ละส่วนย่อย รวมถึงแหล่งจ่ายไฟแยกต่างหาก สำหรับแต่ละช่องสัญญาณขยายเสียง ควบคู่กับระบบปรับปรุงคุณภาพไฟฟ้า (Active Power Factor Correction- PFC) ช่วยลดสัญญาณรบกวนจากมลภาวะของกระแสไฟ AC และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้สูงถึง 99% เครื่องจึงทำงานได้นิ่งสนิท และเกิดความร้อนต่ำมาก แม้จะเปิดใช้งานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง 

Jeff Rowland : Daemon ยังมีความสง่างามที่ผ่านกระบวนการผลิตอันพิถีพิถัน ตามแบบฉบับของ Jeff Rowland Design Group ตัวเครื่องขนาดใหญ่โดดเด่นด้วยแผ่นระบายความร้อนที่ขึ้นรูปโดยตรงจากบล็อกอะลูมิเนียมตัน การจัดวางเช่นนี้ให้การป้องกัน RFI/EMI ที่เหนือกว่า รวมถึงการควบคุมการสั่นสะเทือนอย่างเข้มงวด และการลดแรงสั่นสะเทือนของโครงสร้าง (Structural Dampening)

พร้อมด้วยตัวเครื่องด้านหน้าที่มีหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 7×5 นิ้ว (Large Touchscreen Interface) ให้เป็นอินเทอร์เฟซควบคุมที่แม่นยำ โดยร่วมมือกับ Mjölner สำนักดีไซน์อินเตอร์เฟสชื่อดังของเดนมาร์ก เพื่อให้ควบคุมฟังก์ชันที่ซับซ้อนได้อย่างง่ายดายและสวยงาม อันสะดุดตาด้วยวงล้อปรับระดับความดังเสียง (Volume Wheel) ที่มีความแม่นยำ ติดตั้งบนลูกปืนเกรดอุตสาหกรรม ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวล แม่นยำ และไร้เสียงรบกวนใดๆ ขณะหมุน เพื่อการควบคุมความดังที่รับฟังอย่างราบรื่นเป็นพิเศษ

สรุป Jeff Rowland : Daemon ไม่ใช่แค่ชิ้นงานอะลูมิเนียมเกรดอากาศยานขุดหล่อชิ้นเดียวหนัก 45 กิโลกรัมที่สวยงามภายนอกเท่านั้น แต่เป็นการรวมเอาภาคขยายพลังระดับโรงไฟฟ้า เข้ากับความละเอียดอ่อนขั้นสูงสุดของภาค DAC และปรีแอมป์ได้อย่างไร้รอยต่อ ถือเป็นหนึ่งในอินทิเกรตแอมป์ที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษยชาติเคยสร้างมาก็ว่าได้ !!

Extensive Connectivity Options 

แผงด้านหลังมีพอร์ตอินพุต/เอาต์พุตมากกว่า 20 พอร์ต เพื่อรองรับการตั้งค่าแหล่งสัญญาณที่ซับซ้อน

ประเภทอินพุต/เอาต์พุต รายละเอียดการเชื่อมต่อ
Digital InputsUSB (supporting DSD), 2×RCA SPDIF, 2×BNC SPDIF, 1×AES/EBU and 3× Toslink.
Analog Inputs2×XLR Balanced, 3×RCA Unbalanced.
Direct Amp Inputsพอร์ตบายพาส XLR และ RCA สำหรับส่งสัญญาณโดยตรงไปยังภาคขยายเสียง 1,500 วัตต์
Line OutputsXLR และ RCA สำหรับการต่อแบบ Bi-amping หรือการผนวกพ่วงซับวูฟเฟอร์ภายนอก
Optional Modulesช่องเสียบสำหรับการ์ดโฟโน MM/MC, อินพุต HDMI หรือโมดูลสตรีมมิง Wi-Fi

ข้อมูลโดยย่อ

โครงสร้างวงจร : แผงวงจรเซรามิก Rogers 6-ชั้น เพื่อรักษาความเสถียรของสัญญาณ และใช้ตัวต้านทานแบบ Thin-film ที่มีค่าความผิดพลาดต่ำเพียง 0.1% พร้อมฉนวนหม้อแปลงไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบ โดยใช้หม้อแปลง Lundahl ที่ออกแบบเป็นพิเศษ

ประเภทการขยายเสียง : โมดูล Pascal Class-D ประสิทธิภาพสูงพิเศษแบบคู่

วัสดุตัวเครื่อง : ผลิตจากอะลูมิเนียมเกรดอากาศยาน 6061-T6 ขึ้นรูปด้วยความแม่นยำสูง

น้ำหนัก : 99 ปอนด์ (ประมาณ 45 กิโลกรัม)

…อนึ่งแหล่งสัญญาณต้นทางที่เป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียง Technics : SP-10R+โทนอาร์ม AMG : 12 JT+ หัวเข็ม Phasemation : PP-300 ส่งต่อสัญญาณมายังปรีโฟโน Jeff Rowland : Conductor / PSU นับเป็นซิสเต็มอะนาลอกที่ลงตัวและสมบูรณ์แบบมาก ถือเป็นโครงสร้างระบบเสียงในฝันที่ทรงพลังยิ่งนัก โดยเฉพาะการจัดการเรื่องสัญญาณรบกวนและความบริสุทธิ์ของเสียง

จากนั้น Jeff Rowland : Daemon เข้ามาปิดท้ายระบบ ซึ่งด้วยภาคไลน์สเตจภายในของ Daemon ที่ออกแบบเป็นวงจรบาลานซ์แท้ตลอดเส้นทาง (Fully Balanced) และยังใช้หม้อแปลงอินพุตลิขสิทธิ์เฉพาะของ Lundahl ดังนั้นเมื่อเชื่อมต่อสายบาลานซ์ XLR ขาออกจากปรีโฟโน Conductor/PSU เข้าสู่ช่องอินพุต XLR ของ Daemon สัญญาณจะถูกส่งผ่านอย่างบริสุทธิ์ ขจัดสัญญาณรบกวนข้ามช่อง (Crosstalk) และกราวด์ลูปอย่างเด็ดขาด พื้นเสียงจึงเงียบสงัดไร้ที่ติ 

ผลลัพธ์ทางเสียงเมื่อรวมทั้งระบบ

ขอชี้แจงสักนิดนะครับว่า นี่เป็นการเดินทางมาฟังเทสต์นอกสถานที่ โดยได้ใช้โชว์รูมของ Innovative Audio Video (IAV) CO.,Ltd. ณ อาคารตั้งฮั่วปัก ละแวกหัวลำโพงในการรับฟังของผมครั้งนี้ คาแรกเตอร์เสียงในระบบนี้ จากการนำภาคขับเคลื่อนแผ่นเสียงที่เงียบสนิทและทรงพลังของ Technics : SP-10R มารวมกับโทนอาร์มที่นิ่ง และแม่นยำอย่าง AMG : 12 JT จะช่วยให้หัวเข็ม  Phasemation : PP-300 สามารถสำแดงสมรรถนะทางเสียงได้อย่างเต็มขีดขั้น โดยมีปรีโฟโน Jeff Rowland : Conductor/PSU รองรับการขยายสัญญาณหัวเข็ม ก่อนส่งต่อไปยังอินทิเกรตแอมป์ Jeff Rowland : Daemon แล้วผ่านออกสู่ระบบลำโพง Canton : Reference 5 GS Edition

เนื่องด้วยความสงัดระดับ -92 dB ของมอเตอร์ไร้แกนเหล็ก ซึ่งให้แรงบิดมหาศาลและความเที่ยงตรงระดับสูงสุดจาก Quartz-Lock ของระบบ Direct Drive ใน Technics : SP-10R ผสานร่วมกับระบบแบริ่งไร้แรงเสียดทาน (Zero Friction) ของโทนอาร์ม AMG : 12 JT ที่มีความยาว 12 นิ้ว ซึ่งส่งผลลดมุมผิดพลาดในการเกาะร่อง (Tracking Error) ให้ต่ำสุด จะทำให้สมรรถนะของหัวเข็ม Phasemation : PP-300 ที่มีปลายเข็มเพชรแท้รูปทรง Line-Contact ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สัญญาณรบกวนต่ำมาก เสียงจากกลไกจะหายไป

ส่งผลให้เสียงดนตรีและรายละเอียดชิ้นดนตรีเล็กๆ น้อยๆ เช่น เสียงลมหายใจนักร้อง หรือเสียงสั่นไหวของสายกีตาร์ รวมถึงความระยิบระยับของปลายหางเสียง ความถี่สูงลอยเด่นขึ้นมาจากความเงียบอย่างชัดเจน และมีมิติโปร่งใส รวมไปถึงการแยกแยะสัญญาณสเตริโอ (Channel Separation) แชนเนลซ้ายและขวาทำได้อย่างเด็ดขาด เวทีเสียงจะแผ่ขยายออกไปทั้งด้านกว้าง-สูง-ลึกอย่างสมจริง โฟกัสชิ้นดนตรีสนิทนิ่ง ไม่มีอาการวูบวาบ หรือตำแหน่งเสียงร้องแกว่ง-เอียงไปมา กระทั่งช่วงร่องในสุดของร่องแผ่นเสียงก็ไม่ต่างจากช่วงต้นแผ่น

ระบบอะนาลอกต้นทางชุดนี้ได้ส่งมอบเสียงที่เที่ยงตรง นิ่งสนิท แต่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณและความเป็นดนตรี เมื่อสัญญาณที่สมบูรณ์แบบชุดนี้ถูกส่งต่อไปยังปรีโฟโน Jeff Rowland : Conductor/PSU และอินทิเกรตแอมป์ Jeff Rowland : Daemon ที่มี

โครงสร้างภายในแยกอิสระซ้าย-ขวาเด็ดขาด (Dual-mono) ตั้งแต่ภาคจ่ายไฟไปจนถึงภาคขยายเสียง ช่วยส่งเสริมมิติเวทีเสียง (Soundstage) ที่กว้างขวาง แผ่ลึก และตำแหน่งชิ้นดนตรีที่แม่นยำ ด้วยขุมพลังกำลังขับมหาศาลถึง 1,500 วัตต์ จะช่วยเปิดบานหน้าต่างของเสียงทั้งซิสเต็มนี้ให้ทรงพลัง และโอ่อ่าขึ้นไปอีกอย่างไม่น่าเชื่อ

“Daemon” ยังมีค่าความเพี้ยนต่ำมาก และให้พื้นเสียงเงียบสนิทอย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้เมื่อเปิดเล่นร่วมกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงสปีดนิ่งๆ อย่างน่าทึ่งของ Technics : SP-10R ฉากหลังของเสียงเพลงจะดำมืดสนิทและสงัดขั้นสุด รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่สอดแทรกอยู่ในเพลง จึงเปิดเผยออกมาให้รับฟังอย่างกระจ่างแจ่มชัด พร้อมด้วยสภาพมิติและเวทีเสียง (Image & Soundstage) ที่แผ่กว้าง แยกแยะความตื้นลึก และไล่ระดับชั้น (Layered) ที่ชัดเจน 

ธรรมชาติเสียงกลางของ Phasemation : PP-300 มีความเข้มข้น อิ่มฉ่ำ กระจ่าง สดใส เมื่อผ่านวงจรและหม้อแปลงแกนอะมอร์ฟัสของ Jeff Rowland : Conductor/PSU  จะรับฟังได้ถึงเสียงร้องที่มีมนต์เสน่ห์ มีมวลสาร, มีน้ำเสียงเนียนฉ่ำ, ลื่นไหลต่อเนื่องเป็นธรรมชาติฟังสบายหู และให้แอมเบียนซ์รายรอบ พร้อมด้วยช่วงปลายเสียงแหลมที่เป็นประกายทอดตัวยาวไกลอย่างสมจริงสุดๆ ไม่มีสากเสี้ยนใดๆ มารบกวนโสตประสาท

สรรพเสียงที่ได้รับฟังไม่ใช่เสียงพุ่งพล่าน รุกเร้า หรือปรุงแต่งสีสันจนเกินจริง แต่เป็นซิสเต็มประเภทสงบ เงียบ และพร้อมจะระเบิดพลังไดนามิกออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อบทเพลงนั้นสำแดงออกมา ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลงแจ๊ส-เพลงร้องระดับออดิโอไฟล์-เพลงคลาสสิกจากวงออร์เคสตราขนาดใหญ่ก็รับฟังได้อย่างลงตัวด้วยสเกลอันไม่เกินจริง

ซึ่งด้วยปลายเข็มเพชรแท้แบบ Line Contact และก้านเข็มโบรอน นับเป็นจุดเด่นของ PP-300 ที่ให้เสียงร้องอันอิ่มหวาน นวลเนียน และมีความเป็นน้ำเสียงมนุษย์สูง (Organic Sound) รวมทั้งย่านเสียงกลางของเครื่องดนตรีประเภทอะคูสติกที่มีมวลเข้มข้น ไม่แบนบาง หรือแห้งกระด้าง เสียงร้องให้ความอบอุ่นเป็นธรรมชาติ ในขณะที่เสียงแหลมที่เปิดโปร่ง ทอดประกายไปได้ไกล มีความละมุนและพลิ้วไหว นุ่มนวลตามสไตล์อะนาลอกชั้นสูง โดยไม่มีอาการสากเสี้ยนหรือบาดหูเลยแม้แต่น้อย

รายละเอียดหยุมหยิมถูกเก็บเกี่ยวขึ้นมานำเสนออย่างเจิดจรัส แจ่มชัด ไม่คลุมเครือ หรือจมกลืนหายไป จากศักยภาพของโทนอาร์ม AMG : 12 JT โดยมีความเงียบของมอเตอร์จากเทิร์น SP-10R เป็นฉากหลัง ทำให้ได้ยินเสียงลมหายใจ หรือเสียงหางเสียงทอดยาวได้ชัดเจนขึ้น อีกทั้งมอเตอร์ขับหมุนของเทิร์น SP-10R ที่โดดเด่นเรื่องแรงบิดสูง และควบคุมสปีดรอบหมุนอย่างนิ่งสนิท-แม่นยำ ทำให้หัวโน้ตของเสียงเบสจาก PP-300 มีความกระชับ เก็บตัวดี และทิ้งน้ำหนักลงลึกได้อย่างทรงพลัง

ย่านความถี่เสียงต่ำไม่ได้มาในลักษณะที่บวมเบลอ หรือเน้นปริมาณจนล้น แต่จะเป็นเบสที่มีจังหวะ ท่วงท่า แรงกระทบ-ปะทะอันคมชัด แม่นยำ และทิ้งน้ำหนักลงได้ลึกสุด รับรู้ไดนามิกของเสียงกลอง หรือเสียงดับเบิลเบสที่มีความฉับไว ดีดเด้ง และหยุดได้สนิทตามจังหวะดนตรีจริง โดยไม่มีอาการเบื่อหน่าย เฉื่อยช้า นับได้ว่า สร้างความน่าประทับใจในประสบการณ์การรับฟัง อันเปี่ยมในความรู้สึก สนุก รุกเร้าใจ ตลอดช่วงการรับฟัง

สรุปส่งท้าย

เมื่อรวมระบบทั้งหมดเข้าด้วยกัน Technics : SP-10R ⇒ AMG : 12 JT ⇒ Phasemation : PP-300 ⇒ Jeff Rowland : Conductor/PSU ⇒ Jeff Rowland : Daemon ⇒ Canton : Reference 5 GS Edition คาแรกเตอร์เสียงของระบบ (ในฝัน) ชุดนี้ มีผลลัพธ์ที่เยี่ยมยอดมาก “น่าประทับใจยิ่งนัก” เสียงที่รับฟังยืนยันได้ในความสมบูรณ์แบบทั้งการควบคุมจังหวะท่วงท่าและการตอบสนองฉับไว (Dynamic & Control) ผสานพลังสำรองมหาศาลของ Daemon กับสปีดรอบหมุนที่แม่นยำจากมอเตอร์ Direct Drive แรงบิดสูงของ Technics จะทำให้เสียงเบสและหัวโน้ตของหัวเข็ม Phasemation มีแรงกระทบ-ปะทะ (Impact) ที่ยิ่งใหญ่ นิ่ง สนิท และทิ้งน้ำหนักลงได้ลึกสุดเสียงสังข์ โดยไม่มีอาการเบลอหรือเฉื่อยช้า เสียงกลางและแหลมถ่ายทอดออกมาอย่างเนียนฉ่ำ ให้ความลื่นไหลเป็นธรรมชาติ มีมวลสารที่อบอุ่นและโอ่อ่า อุดมไปด้วยบรรยากาศรอบๆ ตัวโน้ต เสมือนจำลองการแสดงสดมาไว้ในห้องฟังอย่างสมจริงสุดๆ

ขอขอบคุณ : Innovative Audio Video (IAV) Co.,Ltd. ที่เอื้อเฟื้อซิสเต็มในการรับฟังครั้งนี้

…………………………………………….