…อยากรู้ไหม? เครื่องเล่นซีดีวินเทจที่ดีที่สุด 10 อันดับแรก ที่นักฟัง/นักเล่นเครื่องเสียงจำนวนมาก ยังคงเชื่อถือในคุณภาพว่า เอาชนะเครื่องเล่นซีดีรุ่นใหม่ๆ ได้ มีอะไรกันบ้าง
เครื่องเล่นซีดีบางรุ่นตั้งแต่ยุค 80 ถึงต้นยุค 2000 ยังคงทำงานได้ดีกว่าเครื่องเล่นรุ่นใหม่ๆ หลายรุ่น เครื่องเล่นเหล่านี้ใช้ชุดกลไกขับหมุน/อ่านข้อมูลแผ่นซีดี (Transports) อย่างดียิ่ง (อาจจะดีเกินตัวด้วยซ้ำ ในบางรุ่น) ควบคู่แหล่งจ่ายไฟขนาดใหญ่ และภาคอะนาลอกที่ปรับแต่งมาอย่างดี (มาก)
ทั้งนี้ Andy G. ได้เขียนบทความให้กับ Headphonesty (อัปเดตเมื่อ 11 กันยายน 2025) ระบุว่า ตัวเธอได้สอบถามบรรดานักฟัง/นักเล่นเครื่องเสียง (Audiophiles) จำนวนหลายพันคนว่า เครื่องเล่นซีดีรุ่นใดที่ยังคงให้คุณภาพเสียงที่ดีอยู่ในปัจจุบัน และถ้าหามาได้ ก็มั่นใจว่า สามารถเอาชนะเครื่องเล่นซีดีรุ่นใหม่ๆ ในยุคปัจจุบันได้ โดยคำตอบที่ได้จากเหล่าออดิโอไฟล์ก็นับว่า สอดคล้องกัน ครอบคลุมในทุกกลุ่มราคา และนี่คือ เครื่องเล่นซีดี 10 รุ่น ที่นักเล่นเครื่องเสียงเหล่านี้เชื่อมั่นว่า น่าใช้มากที่สุด พร้อมคุณสมบัติเด่นที่ทำให้แต่ละรุ่นมีความแตกต่างกัน
Andy G. เป็นนักเขียนเครื่องเสียงอาวุโส (Senior Audio Writer) ประจำ Headphonesty ด้วยประสบการณ์การเขียนระดับมืออาชีพกว่า 14 ปี และเป็นเวลา 3 ปีแล้วที่เธอได้เป็นนักเขียนให้กับ Headphonesty โดยได้ศึกษาหัวข้อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเสียง ผลงานของเธอประกอบด้วยบทวิจารณ์หูฟัง, บทแนะนำ DIY รวมทั้งการสำรวจเทคโนโลยีเสียง และแพลตฟอร์มสตรีมเพลง
นอกเหนือจากงานเขียนอันยาวนานแล้ว ความสนใจของ Andy ยังขยายไปยังอุปกรณ์เสียง เธอกระตือรือร้นที่จะสำรวจเทคโนโลยีเสียงล่าสุดอยู่เสมอ การแสวงหาความรู้นี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถในการรับรู้รายละเอียดอันเฉียบแหลมของเธอ และการแสวงหาประสบการณ์ดนตรีในรูปแบบที่สมบูรณ์แบบที่สุด

1.Marantz : CD52 MkII SE
เสียงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Ken Ishiwata ได้เปลี่ยนเครื่องเล่นซีดีตัวนี้ให้กลายเป็น หนึ่งในตำนานแห่งเครื่องเสียงระดับตำนาน “CD52 MkII SE” โดดเด่นด้วยเสียงกลางที่มีเนื้อหนัง อันอิ่มอุดม ราวกับเสียงหลอด (Tube-Like) ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนความเป็นมนุษย์ มีชีวิตชีวามากกว่าเสียงดิจิทัล นี่คือ สิ่งที่ Ishiwata ตั้งใจไว้เมื่อเขาเลือกใช้ตัวเก็บประจุแบบ Silmic Coupling จำนวน 4 ตัวและออปแอมป์ ‘NJM2114D’
ย้อนกลับไปในปี 1991 รุ่นนี้ขายในราคาประมาณ 525 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งผู้ซื้อได้รับสิ่งที่เหนือความคาดหมายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีการแปลงผันข้อมูลแบบบิตสตรีม การใช้ทองแดงปราศจากออกซิเจน (Oxygen-Free Copper) ในขดลวดหม้อแปลง และตัวเก็บประจุ ‘Cerafine’ ที่ป้อนให้กับภาคอะนาลอกที่ปรับแต่งมาอย่างดีเกือบ 35 ปีต่อมา การวัดค่ายังคงแม่นยำ : ประมาณ -88dB THD+N และช่วงไดนามิกเกือบ 100dB ทั้งนี้รุ่น SE มีราคาสูงกว่า CD52 รุ่นมาตรฐานในปัจจุบันถึง 2-3 เท่า หากคุณกำลังตามหา “CD52 MkII SE” สักเครื่องหนึ่งอยู่ ให้ตรวจสอบว่า ตัวเก็บประจุ Silmic เดิมยังคงอยู่ที่เดิมหรือไม่ ซึ่งหลายตัวถูกสลับไปใช้ชิ้นส่วนทั่วไปที่ทำให้เสียงที่ Ishiwata ตั้งใจทำไว้นั้น “เจือจางลง” (ได้รับคะแนนโหวต 15.8% จากเหล่าออดิโอไฟล์หลายพันคน)

2.SONY : SCD-1
SCD-1 เป็นหนึ่งในเครื่องเล่นหายากที่ทำให้คุณลืมไปเลยว่า กำลังฟังเพลงดิจิทัลอยู่ ในการเล่นแผ่นซีดี ทาง SONY กำหนดช่วงไดนามิกไว้ที่ ≥100 dB และ THD ≤0.0017% ในขณะที่การเล่นแผ่น SACD ช่วงไดนามิกจะขยายได้ถึง ≥105 dB เสียงเบสทุ้มลึกและจับต้องได้ จนผู้ฟังรู้สึกได้ถึงความรู้สึกนั้นในอก
งานวิศวกรรมของเครื่องนี้แทบจะเรียกได้ว่า เป็นงานหนักเลยทีเดียว SONY ได้ติดตั้งลูกปืนแซฟไฟร์ (Sapphire Bearings) และลูกปืนทับทิม (Ruby Bearing) บนเพลามอเตอร์สปินเดิล (Shaft) ฐานแท่นเครื่องอะลูมิเนียมตันขนาด 6 มม. ช่วยเพิ่มน้ำหนัก และความมั่นคงอย่างมาก ขณะที่แคลมป์แผ่นที่หนักแน่น (Heavy Disc Clamp) ช่วยลดการสั่นสะเทือนให้ต่ำสุดระหว่างการเล่น
ทุกชิ้นส่วนถูกออกแบบมาเพื่อดึงประสิทธิภาพสูงสุดจากทั้งแผ่นซีดีและ SACD ความคลาดเคลื่อนทางกลไกเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการสั่นสะเทือน และค่าความสั่นไหวที่ต่ำลง ซึ่งคุณจะได้ยินเป็นเสียงเบสที่หนักแน่นขึ้น เสียงทรานเซียนต์ที่ชัดเจนขึ้น และการสร้างจินตภาพเสียงที่นิ่งขึ้น
เมื่อตอนเปิดตัวในราคา 5,000 ดอลลาร์ในปี 1999 “SCD-1” ถือเป็นผลงานดิจิทัลชิ้นเอกของ SONY ทุกวันนี้การเล่นแผ่นซีดีเพียงอย่างเดียว ก็ยังคงโดดเด่นเหนือเครื่องเล่นสมัยใหม่ที่มีราคาแพงกว่าถึงสองเท่าตัว
อย่างไรก็ตาม เครื่องเล่นที่อ่านแผ่นซีดีได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่มีปัญหากับ SACD มักขายได้ในราคาเพียงครึ่งเดียว แต่ก็ยังถือว่า คุ้มค่ามาก เมื่อพิจารณาถึงประสิทธิภาพที่ระบุตามบรรทัดฐาน Red Book เทียบเคียงได้กับเครื่องเล่นสมัยใหม่ราคา 10,000 ดอลลาร์ขึ้นไป
(ได้รับคะแนนโหวต 15.6% จากเหล่าออดิโอไฟล์หลายพันคน)

3.Studer : A730 *
วิศวกรรมจากสวิสไม่ซ้ำใคร และ Studer : A730 ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ เครื่องเล่นซีดีคุณภาพระดับออกอากาศเครื่องนี้มักมีราคาสูงกว่า 2,000 ดอลลาร์ในตลาดมือสอง ราคานี้สะท้อนถึงโครงสร้างที่ทำให้อุปกรณ์สมัยใหม่ส่วนใหญ่ต้องอาย
เดิมที “A730” ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อการใช้งานต่อเนื่องในสตูดิโอวิทยุ แต่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการฟังแบบสบายๆ มันถูกสร้างมาอย่างตั้งใจให้ใหญ่โต : ตัวเครื่องทำจากโลหะหนา พร้อมพลาสติกเพียงเล็กน้อย และ DAC ระดับตำนาน Philips TDA1541A-S1 เป็นแกนกลางที่สร้างชื่อของมัน
“A730” ให้เสียงที่กระหึ่ม ผลลัพธ์ที่ได้คือ เครื่องเล่นซีดีที่ให้เสียงที่หนักแน่นสมกับรูปลักษณ์ภายนอก เหล่าออดิโอไฟล์ต่างยกย่องว่า ให้เสียงที่ใสสะอาด และมีรายละเอียดครบถ้วน โดยไม่ทำให้เสียงดูจืดชืด Sterile หรือ Clinical เกินไป ซึ่งหาได้ยากสำหรับเครื่องเล่นที่เกิดมาในวงการเครื่องเสียงระดับมืออาชีพ เครื่องเล่นที่ผ่านการปรับปรุงใหม่ มักจะดึงเอาจุดเด่ ของเครื่องเล่นเหล่านี้ออกมา โดยเจ้าของบางคนยืนยันว่า มันมีประสิทธิภาพเหนือกว่าเครื่องเล่นร่วมสมัยที่มีราคาแพงกว่ามาก เมื่อได้รับการซ่อมบำรุงอย่างถูกต้อง
ผู้ขายและนักสะสมบางรายแนะนำว่า เครื่อง A730 ซึ่งมีระบบไฟฟ้า 220V ที่มาจากยุโรป มักขายในราคาที่ถูกกว่าเครื่องที่มีระบบไฟฟ้า 110V ในสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ราคาอาจแตกต่างกันอย่างมากขึ้นอยู่กับสภาพ, การบริการ และชื่อเสียงของผู้ขาย หากคุณกำลังมองหาเครื่องนี้อยู่ ควรเลือกซื้อจากตลาดโลกอย่างระมัดระวัง และเผื่องบประมาณไว้สำหรับหม้อแปลงไฟฟ้าหากจำเป็น
(ได้รับคะแนนโหวต 13.9% จากเหล่าออดิโอไฟล์หลายพันคน)

4.SONY : PlayStation (Original)
“Sony PlayStation” รุ่นดั้งเดิม (รุ่น SCPH-1001) ได้รับการยอมรับอย่างไม่คาดคิดในหมู่นักเล่นเครื่องเสียงด้วยความสามารถในการเล่นแผ่นซีดี ออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องเล่นเกมเป็นหลัก ภายในประกอบด้วยชิป DAC Asahi Kasei ‘AK4309AVM’ ซึ่งเป็นชิปเสียงที่พบได้ทั่วไปในเครื่องเล่นซีดีเฉพาะในยุคนั้น สถาปัตยกรรมดิจิทัลของ PlayStation ซึ่งออกแบบมาเพื่อการเล่นเกมที่มีความหน่วงต่ำ (Low-Latency Gaming) ส่งผลให้ประสิทธิภาพความคลาดเคลื่อนทางค่าเวลา (Jitter) ที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อใช้งานกับการเล่นแผ่นซีดีบรรทัดฐาน Red Book
ความสนใจจากชุมชนเครื่องเสียงไฮ-ไฟนำไปสู่การทดสอบอย่างเป็นทางการ ซึ่งรวมถึงการวัดโดย Stereophile ซึ่งยืนยันว่า “SCPH-1001” ให้ผลลัพธ์ทางเทคนิคที่ยอดเยี่ยม สำหรับอุปกรณ์นอกเหนือจากหมวดหมู่เสียงแบบดั้งเดิม การมีเอาต์พุต RCA แบบอะนาลอกเฉพาะ ยิ่งทำให้ SCPH-1000 สามารถใช้งานได้จริงในฐานะอุปกรณ์ทรานส์พอร์ตแผ่นซีดีพื้นฐานในการตั้งค่าเสียง
รุ่น SCPH-1000 ของญี่ปุ่นใช้ส่วนประกอบเสียงภายในเดียวกัน แต่ทำงานที่ระบบไฟฟ้า 100V ซึ่งจำเป็นต้องใช้หม้อแปลงลดค่าแรงดัน (Step-Down Transformer) สำหรับการใช้งานในภูมิภาคอื่นๆ เครื่องเหล่านี้มักมีจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่ารุ่นที่ส่งไปจำหน่ายในอเมริกาเหนือ
(ได้รับคะแนนโหวต 12.5% จากเหล่าออดิโอไฟล์หลายพันคน)

5.Philips : CD104
Philips : CD104 มักถูกเรียกว่า Volkswagen Golf แห่งเครื่องเล่นซีดี-เรียบง่าย แข็งแรงทนทาน และใช้ได้นาน ใช้ DAC Chip ‘TDA1540P’ 14-บิต จำนวน 2 ตัว และชุดกลไกขับหมุน/อ่านข้อมูลแผ่นดิสก์แบบสวิงอาร์ม (Swing-Arm Transport) รุ่น CDM-1 อันโด่งดัง ซึ่งทำจากโลหะเกือบทั้งหมด แม้แต่ถาดและปุ่มต่างๆ ก็ยังเป็นโลหะ
เครื่องเล่นนี้เปิดตัวในช่วงต้นทศวรรษ 1980 และยังคงให้เสียงที่ยอดเยี่ยมมาจนถึงทุกวันนี้ เครื่องเล่นนี้ส่งมอบระบบโอเวอร์แซมปลิง 4 เท่า (ด้วย SAA7030 Digital Filter) ที่จ่ายสัญญาณให้กับ DAC ‘TDA1540’ 14-บิต จำนวน 2 ตัว ด้วยค่าความเพี้ยนต่ำมาก (THD 0.005%) และอัตราส่วนสัญญาณต่อสัญญาณรบกวน 90 เดซิเบล มอเตอร์และระบบติดตามร่องข้อมูล (Tracking System) ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อการใช้งานระยะยาวอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ยังคงทำงานได้ดี แม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษ
“CD104” ที่ได้รับการซ่อมบำรุงอย่างถูกต้อง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแก้ไขปัญหา “Griplet” ที่พบบ่อย) สามารถเอาชนะตัวซีดี ทรานส์พอร์ตรุ่นใหม่ๆ ได้มากมาย ทั้งในด้านเสียงและโครงสร้าง นักเล่นเครื่องเสียงจำนวนมากใช้มันเพียงแค่ Transport เพื่อการอ่านข้อมูลแผ่นซีดี และเชื่อมต่อกับ DAC สมัยใหม่ เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดของทั้งสองโลก
(ได้รับคะแนนโหวต 11.6% จากเหล่าออดิโอไฟล์หลายพันคน)

6.Rotel : 965BX
ในช่วงต้นยุค 90 ผู้คนเรียก “965BX” ว่าเป็น “นักฆ่าตัวฉกาจ” (Giant Killer) ในราคาของเครื่องเล่นพื้นฐาน ผู้ซื้อจะได้รับเสียงที่แข่งขันกับรุ่นที่มีราคาแพงกว่ามาก ซึ่งทำให้กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับเครื่องเล่นซีดีวินเทจที่จริงจัง เครื่องแรกของทุกคน
สิ่งที่ทำให้มันพิเศษคือการที่ Rotel ใช้ Philips ‘SAA-7323’ Bitstream DAC แม้ว่าเทคโนโลยี Bitstream เองจะสร้างความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่แหล่งจ่ายไฟและวงจรค่าเวลา (Timing Circuits) ที่ดีกว่าของ Rotel ก็ทำให้มันยอดเยี่ยม เครื่องเล่นนี้พบรายละเอียดที่รุ่นราคาประหยัดมองข้ามไปอย่างสิ้นเชิง เสียงกลางที่ชัด และรวดเร็วสร้างความประทับใจให้กับนักวิจารณ์ที่คาดหวังน้อยกว่ามาก
แน่นอนว่า เสียงเบสอาจฟังดูบาง (Sound Thin) และบางครั้งเสียงที่ดังก็ฟังดูหยาบ (Harsh) แต่ผู้ฟังหลายคนก็ไม่สนใจ เสียงดนตรีและความคุ้มค่าที่น่าทึ่ง ช่วยชดเชยปัญหาเหล่านี้ได้ “965BX” พิสูจน์แล้วว่า คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินมากมาย เพื่อให้ได้เสียงระดับออดิโอไฟล์อย่างแท้จริง
รุ่น 965BX ที่เป็น Discrete Version มาพร้อมกับอุปกรณ์เอาต์พุตที่อัปเกรดมีราคาสูงกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เสียงจะดีกว่าเสมอไป และหลายคนชอบการนำเสนอที่นุ่มนวลกว่าของรุ่นมาตรฐาน
(ได้รับคะแนนโหวต 8.9% จากเหล่าออดิโอไฟล์หลายพันคน)
7.Quad : CD67
Quad เลือกเส้นทางที่แตกต่างออกไปด้วย “CD67” ในปี 1993 แทนที่จะไล่ตามสเปกที่ฉูดฉาด หรือฟีเจอร์ล้ำสมัย พวกเขากลับมุ่งเน้นไปที่การทำให้ดนตรีมีชีวิตชีวา แม้ว่าผู้ใช้จะไม่ได้ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจที่สุดจากการทดสอบ แต่ก็ได้เครื่องเล่นซีดีที่ยากยิ่งนักที่จะหยุดฟัง
บนกระดาษ “CD67” มอบประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม ด้วยการแปลงข้อมูลสัญญาณ ‘Delta Sigma Conversion’ 18-บิต และการโอเวอร์แซมปลิง 64 เท่า ให้สัญญาณต่อเสียงรบกวน 100 เดซิเบล และความผิดเพี้ยน 0.002% ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในตัวเครื่องขนาด 3.5 กิโลกรัม ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนประเด็นสำคัญ ปรัชญาการออกแบบของ Quad มีรากฐานมาจากความเป็นดนตรี-ไม่ใช่คะแนนการตรวจวัด
เสน่ห์ที่แท้จริงของ “CD67” อยู่ที่เสียงกลาง ที่หนักแน่น เปิดกว้าง และดึงดูดอารมณ์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทำให้ผู้ฟังกลับมาฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน เหล่านักเล่นเครื่องเสียงต่างนิยามเสียงของมันว่า เป็นธรรมชาติ เป็นบีบบังคับ ไม่ฝืน ไม่สะอาดจนเกินไป นั่นคือ ความตั้งใจของ Quad ตั้งแต่แรกเริ่ม
หากต้องการทราบว่า คุณกำลังซื้อรุ่นใด โปรดสอบถามผู้ขายเกี่ยวกับชิป DAC หรือตรวจสอบคู่มือการซ่อมบำรุง เครื่องรุ่นแรกๆ ใช้ DAC ที่แตกต่างจาก ‘Crystal CS4328’ ที่ผลิตขึ้นในภายหลัง ตัวแทนจำหน่ายบางรายมีความเชี่ยวชาญในการซ่อมบำรุงและสามารถยืนยันรุ่นที่จะซื้อได้
(ได้รับคะแนนโหวต 7.3% จากเหล่าออดิโอไฟล์หลายพันคน)

8.Nakamichi : CD-700
ใช่ล่ะ…จริงๆ แล้วผู้คนจ่ายเงิน 1,000-2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสิ่งที่เริ่มต้นขึ้นในฐานะเครื่องเสียงติดรถยนต์ เมื่อคุณได้ศึกษาปรัชญาการออกแบบของ Nakamichi แล้ว ราคาก็เริ่มสมเหตุสมผล นี่คือ บริษัทเดียวกับที่อยู่เบื้องหลังเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตคุณภาพเยี่ยมหลายรุ่น ดังนั้นเมื่อ Nakamichi หันมาสนใจการเล่นซีดี Nakamichi จึงไม่ลดคุณภาพลงเลย
CD-700 ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับเครื่องเสียงรถยนต์ระดับไฮ-เอนด์ แต่กลับอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ที่คุณคาดหวังจากเครื่องเสียงบ้านชั้นเยี่ยม ภายในตัวเครื่องแบบ DIN เดียว (Single-DIN Chassis) มี DAC 24-บิต พร้อมโอเวอร์แซมปลิง 8 เท่า แหล่งจ่ายไฟภายนอก และเส้นทางสัญญาณที่ถูกตัดทอนให้สั้นลง พร้อม DSP เพียงเล็กน้อย ผลลัพธ์ที่ได้คือ เครื่องเล่นซีดีในรถยนต์ที่เหนือกว่าเครื่องเล่นบ้านหลายๆ รุ่นในยุคเดียวกัน
ในที่สุด เหล่านักเล่นเครื่องเสียงก็เริ่มนำเครื่องเล่นเหล่านี้ออกมาจากแผงหน้าปัดรถยนต์ และนำไปวางบนชั้นวางที่บ้าน เสียงที่ได้จึงสะอาด และไพเราะจับใจ
ระดับเอาต์พุต 5 โวลต์ของ CD-700 นั้นสูงกว่าระดับสัญญาณไลน์มาตรฐาน 2 โวลต์มาก ซึ่งอาจทำให้ปรีแอมป์อินพุตบางตัวโอเวอร์โหลดได้ หากจำเป็น ให้ใช้ตัวลดทอนสัญญาณ RCA แบบอินไลน์ เพื่อลดระดับสัญญาณและหลีกเลี่ยงการตัดสัญญาณ โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่า อุปกรณ์ของคุณสามารถรองรับขั้ว Hot ได้ก่อนซื้อ
(ได้รับคะแนนโหวต 7.1% จากเหล่าออดิโอไฟล์หลายพันคน)

9.Cyrus : DAD7
“DAD7” พิสูจน์แล้วว่า ใหญ่กว่าไม่ได้หมายความว่าดีกว่าเสมอไป แม้ว่าบริษัทญี่ปุ่นจะสร้างเครื่องเล่นขนาดใหญ่ แต่เครื่องเล่นขนาดกะทัดรัดจากอังกฤษรุ่นนี้ กลับเทียบชั้นหรือเอาชนะได้ เครื่องเล่นนี้ได้รับคะแนนโหวตจากการผสมผสานเสียงบิตสตรีมที่นุ่มนวลเข้ากับพลังเสียง และจังหวะของเครื่องเล่นมัลติ-บิต มีเครื่องเล่นเพียงไม่กี่เครื่องเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จเช่นนี้
Cyrus ใช้เวลา 3 ปีในการอัดเทคโนโลยีขั้นสูงลงในตัวเครื่องขนาดเล็ก น้ำหนัก 3.5 กิโลกรัมของ “DAD7” เครื่องเล่นนี้ใช้ DAC 18-บิต ที่มีความเพี้ยนน้อยกว่า 0.007% สัญญาณต่อสัญญาณรบกวน 106 dB(A) และค่า Jitter ต่ำกว่า 100 พิโควินาที (Picoseconds) ระบบกลไกขับหมุน/อ่านข้อมูลแผ่นของ Philips ‘CDM-9’ ติดตั้งบนระบบกันสะเทือนที่ปรับแต่งแล้ว และระบบนาฬิกามาจาก Discmaster รุ่นท็อปของพวก Cyrus เพื่อช่วงจังหวะค่าเวลาที่แม่นยำกว่า
ผลลัพธ์ที่ได้คือ เสียงที่คมชัด เปิดกว้าง และจังหวะจะโคนที่ยอดเยี่ยม “DAD7” ใช้กลไกซีดีแท้ (Real CD Mechanism) ไม่ใช่ไดรฟ์คอมพิวเตอร์ราคาถูก แบบที่พบในเครื่องเล่นรุ่นหลังๆ ร้านซ่อมในสหราชอาณาจักรยังคงให้บริการอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นจึงใช้งานได้จริงในระยะยาว
แหล่งจ่ายไฟ ‘PSX-R’ เสียบเข้ากับแผงด้านหลังของ DAD7 โดยตรงด้วยสายเคเบิลพิเศษ ทั้งสองกล่องต้องใช้สายไฟของตัวเอง สิ่งสำคัญ : ตรวจสอบให้แน่ใจว่า PSX-R มาพร้อมกับสายไฟเดิม เพราะใช้ขั้วต่อเฉพาะที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้ง่ายๆ
(ได้รับคะแนนโหวต 3.8% จากเหล่าออดิโอไฟล์หลายพันคน)

10.Krell KPS-20i
ย้อนกลับไปในปี 1995, Krell ตั้งราคา “KPS-20i” ไว้ที่ 9,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 16,000 ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน) ตัวเครื่องมีน้ำหนัก 58 ปอนด์ และมาพร้อมกับวิศวกรรมขั้นสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นบล็อกทองเหลืองแท้ ขนาดประมาณ 2 กิโลกรัมสำหรับภาคทรานส์พอร์ต, ภาคเพาเวอร์ซัพพลายแยก 11 ชุด และแม้แต่ไฟ LED สีเขียวที่ Krell บอกว่า ช่วยให้การอ่านแผ่นด้วยเลเซอร์ดีขึ้น
การทดสอบของ Stereophile แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพทางเทคนิคที่ยอดเยี่ยม แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่แฟนๆ พูดถึง พวกเขาอธิบายว่า เสียงนั้นนุ่มนวล ละเอียดอ่อน และแตกต่างจาก “Krell Sound” ที่ดุดันอย่างที่บางคนคาดหวัง เสียงเบสทุ้มลึก เวทีเสียงให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ และรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ (เช่นเสียงโทรศัพท์ดังในการบันทึกสด) อันแจ่มชัด
หลายคนยังคงมองว่า มันคุ้มค่ากว่าเครื่องเล่นระดับไฮ-เอนด์ในปัจจุบัน การผลิตที่ไม่มีใครเทียบได้ และเสียงยังคงโดดเด่นเมื่อเทียบกับเครื่องเล่นรุ่นปัจจุบัน
เวอร์ชัน “L” มีปรีแอมป์ในตัว และตัวควบคุมระดับเสียงระยะไกล (Remote Volume) ดังนั้นคุณจึงข้ามปรีแอมป์แยกภายนอกได้ และยังคงได้รับการเล่นเสียงระดับสูงสุดได้เป็นอย่างดี
(ได้รับคะแนนโหวต 1.1% จากเหล่าออดิโอไฟล์หลายพันคน)
………………………………………………………


























