ภูมิหลัง
…จุดสูงสุดของเทปคาสเซ็ตคือ ราวปี 1990 ซึ่งมียอดขายเทปคาสเซ็ตที่บันทึกไว้ล่วงหน้า (Pre-Recorded Cassette Tape) สูงถึง 442 ล้านตลับ พร้อมกับเทปเปล่า (Blank Tape) อีกหลายร้อยล้านแผ่น!!
PHILIPS เปิดตัวเทปคาสเซ็ตขนาดกะทัดรัด หรือที่เรียกกันว่า Compact Cassette Tape ในปี 1963 (พ.ศ. 2506) รูปแบบใหม่นี้มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อการบันทึกเสียงพูดตามคำบอก (Dictation) และมีข้อบกพร่องบางประการ เช่น ความเร็วเดินเทปเทปต่ำ และความกว้างของแทร็กแคบ ทำให้ไม่สามารถแข่งขันโดยตรงกับแผ่นเสียงไวนิล และเทปรีลทูรีล (Reel-to-reel Tapes) ได้ เปลือกนอกของเทปคาสเซ็ตได้รับการออกแบบให้รองรับหัวเทปเพียง 2 หัว จึงไม่สามารถใช้หัวบันทึก (Recording) และเล่นกลับ (Replay) แยกเฉพาะได้ และไม่สามารถ Off-tape Monitoring ซึ่งเป็นบรรทัดฐานในเครื่องบันทึกรีลทูรีลได้
อย่างไรก็ตาม ในปี 1972 (พ.ศ. 2515) NAKAMICHI ได้เปิดตัวเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าเครื่องบันทึกรีลทูรีลสำหรับใช้ในบ้าน และกึ่งมืออาชีพส่วนใหญ่ (Domestic And Semi-professional Reel-to-reel Recorders) โดยที่เครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตทั่วไปในยุคนั้น มีปัญหาในการเล่นเทปเฟอร์ริก (Ferric Tape) ที่ความถี่ 12 kHz และเทปโครเมียมไดออกไซด์ (Chromium Dioxide Tape) ที่ความถี่ 14 kHz แต่ NAKAMICHI : 1000 สามารถบันทึกและเล่นสัญญาณที่ความถี่สูงได้ถึง 20 kHz บนเทปทั้ง 2 ประเภทดังกล่าวได้
“NAKAMICHI : 1000” นับเป็นเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตแบบ 3 หัวรุ่นแรก ซึ่งเป็นเครื่องแรกที่มีหัวบันทึก และเล่นกลับแบบแยกจากกัน (แยกทางกลไก แม่เหล็ก และไฟฟ้า พร้อมทั้งไดรฟ์แคปสแตนคู่แบบ วงปิด (Closed-loop Double Capstan Drive), การตรวจสอบนอกเทป (Off-tape Monitoring), การสอบเทียบระดับการบันทึก (Calibration of Recording Levels) และค่าไบแอส (Bias) และการปรับมุมราบของหัวเล่นกลับ (Replay Head Azimuth) ด้วยตนเองที่มีความสะดวกง่ายดาย
ในขณะที่คู่แข่งพยายามดิ้นรนเพื่อเข้าใกล้ประสิทธิภาพของ “1000” ทาง NAKAMICHI ยังคงวิจัยต่อไป และในปี 1981 ได้เปิดตัวเรือธงลำดับถัดมา นั่นคือ 1000ZXL เทปเด็คใหม่มีช่วงไดนามิกที่แคบกว่าเล็กน้อย และค่า Wow and Flutter ที่สูงกว่าเล็กน้อย เมื่อเทียบกับคู่แข่งบางราย แต่ทว่า “1000ZXL” นั้นเหนือกว่าในด้านการตอบสนองความถี่ และความผิดเพี้ยนในการบันทึกที่ต่ำ และได้รับการยกย่องในเรื่องความเป็นดนตรี (Musicality) ภายใต้ราคา 3,800 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงเกินไปสำหรับตลาดผู้บริโภค (Consumer Market) ในขณะนั้น จากนั้นก็มีเวอร์ชัน “หน้าทอง” (Gold Version) ออกมาที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ซึ่งมีราคาสูงถึง 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นเทปเด็คที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ และนี่คือ “Halo Model” ซึ่งเป็นตัวชงไปสู่การขายเทปเด็คราคาถูกจำนวนมากของ NAKAMICHI
แม้ว่า NAKAMICHI จะออกรุ่นต่างๆ ที่มีฟังก์ชันการใช้งานแบบทดลอง (Experimental Functionality) แต่โดยรวมแล้วแนวทางการออกแบบของ NAKAMICHI จะค่อนข้างอนุรักษ์นิยม รุ่นที่ต่ำกว่าซีรีส์ 1000 และ 700 ทั้งหมดใช้การออกแบบทั่วไปเดียวกัน และใช้ระบบขับสายเทปแบบแคปสแตนคู่ (Dual-Capstan Transport) เหมือนกับแบบที่เปิดตัวในปี 1978 ทั้งนี้ NAKAMICHI มักจะหลีกเลี่ยงการลอกเลียนแบบโซลูชัน และคุณสมบัติล่าสุดของคู่แข่ง ทั้งยังปฏิเสธที่จะใช้การปรับไบแอส และ Dolby S และไม่ได้ผลิตเด็คแบบ เล่นกลับด้านอัตโนมัติ (Auto-reverse)
จนกระทั่งมีการเปิดตัวรุ่น Dragon จึงมีระบบ เล่นกลับด้านอัตโนมัติ ตามที่ตลาดต้องการ แต่ระบบขับสายเทปแบบ เล่นกลับด้านอัตโนมัติ สองทิศทาง (Bidirectional Auto-reverse Tape Transports) ในช่วงทศวรรษ 1970 ประสบปัญหาความไม่เสถียรของมุมแอซิมัท (Azimuth) ของหัวเทป ซึ่งทำให้เกิดการทิ้งตัวลง (Roll-off) ของเสียงแหลมที่ไม่สามารถกู้คืนได้ (Irrecoverable) ปัญหานี้ต้องได้รับการแก้ไขก่อนที่จะพยายามสร้างเด็คแบบ เล่นกลับด้านอัตโนมัติที่มีความเที่ยงตรงสูงอย่างแท้จริง

NAKAMICHI : 1000ZXL
นี่คือรุ่น ซูเปอร์คลาสที่ได้รับการปรับปรุงอย่างสมบูรณ์จากรุ่น 1000 และ 1000 II ซึ่งมีประวัติถูกนำไปใช้งานระดับมืออาชีพทั่วโลก ยกย่องกันว่า เป็นเทปเด็ค (Tape Deck) ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา ที่สำคัญทำตามสั่งเท่านั้น จึงมีการผลิตเพียง 112 เครื่องแค่นั้นในโลก (ราคาซื้อ-ขายปัจจุบัน อยู่ที่อัตรา 20,000 ปอนด์ในสหราชอาณาจักร) “1000ZXL” มาพร้อมกับ RAMM (Ramdom Access Music Memory) ระบบเล่นเพลงที่สามารถเล่นเพลงที่บันทึกบนเทปได้ตามลำดับ หรือเลือกตามต้องการ ระบบนี้จะบันทึกสัญญาณแอดเดรสลำดับเพลงที่เข้ารหัสโดยไมโครคอมพิวเตอร์ระหว่างการบันทึกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในระหว่างการเล่นกลับ (Playback) รหัสนี้จะถูกอ่านและเล่นตามลำดับที่ผู้ฟังตั้งโปรแกรมไว้
นอกจากนี้ ยังมี Azimuth, Bias, Level และ Equalizer (A. B. L. E) เพื่อปรับค่าความแตกต่างเล็กน้อยระหว่างเทป เช่น ค่าไบแอสที่เหมาะสม และระดับสัญญาณการบันทึก (Level) โดยอัตโนมัติ ด้วยไมโครคอมพิวเตอร์ความละเอียด 8 บิต ซึ่งทำการปรับค่าไบแอส (Bias), ระดับความแรง (Level) และ Equalizer ได้ 256 ระดับสำหรับแต่ละช่องสัญญาณซ้ายและขวา โดยไม่ต้องใช้ตัวเลือกเทป (Tape Selector) เทปที่ได้รับการปรับตั้งแล้วนี้ (Adjusted Tape) มีสเปกสูงขึ้นที่ (High Specification) โดยครอบคลุมความถี่ตอบสนอง 20 ถึง 20,000 Hz ± 0.75 dB (18 ถึง 25,000 Hz ± 3 dB) ที่ระดับการบันทึก (Recording Level) -20dB
นอกจากนี้ ข้อมูลต่างๆ เช่น ตำแหน่งอีควอไลเซอร์การเล่นกลับให้เลือกปรับตั้ง (70 μs/120 μs) ให้ตรงกับที่ตั้งไว้ขณะบันทึก และระบุว่า มีการใช้ระบบลดเสียงรบกวน (Noise Reduction) จากการเชื่อมต่อภายนอกได้ เช่น Dolby Noise Reduction In/Out หรือ High ComII เพื่อใช้งานขณะบันทึกในเวลาเดียวกัน วิธีนี้ช่วยลดความจำเป็นในการใช้สวิตช์อีควอไลเซอร์การเล่นกลับ และสวิตช์ลดเสียงรบกวนเมื่อเล่นเทปที่บันทึกด้วยสัญญาณรหัส RAMM เนื่องจากสัญญาณรหัสใช้ความถี่ต่ำมากที่ 5 ± 0.1 Hz จึงไม่ส่งผลกระทบต่อเสียงที่เล่นกลับ (Playback Sound) ในขณะรับฟัง

TECHNICS : RS-690u
นี่คือเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตสเตริโอที่แยกส่วนภาคขับสายเทป (Transport Section) และส่วนขยายสัญญาณ (Amplifier Section) ออกจากกัน และมุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงสุดของแต่ละส่วน กลไกภาคขับสายเทปนี้ใช้ระบบแคปสแตนคู่แบบ วงปิด (Closed Loop Double Capstan System) พร้อมมอเตอร์ DD (Direct-drive) ขับหมุนโดยตรง ระบบนี้ใช้ระบบมอเตอร์ 3 ตัว ที่ใช้มอเตอร์เฉพาะสำหรับ FF และ REW ตามลำดับ เพื่อให้มั่นใจถึงการทำงานที่เสถียร, เชื่อถือได้ และความทนทานของเทป
สำหรับหัวเทปใช้ระบบ 3 หัว ที่แยกหัวลบ (Erase), หัวบันทึก (Record) และหัวเล่นกลับ (Playback) ที่เป็นหัวแบบ HPF และติดตั้งมิเตอร์วัดค่าพีค (Peak Meter) ตามมาตรฐาน DIN ความฉับไวในการตอบสนองของมิเตอร์นี้ใกล้เคียง 10 มิลลิวินาที/-1dB และ 3 มิลลิวินาที/-4dB และค่าเวลาคืนกลับ (Recovery Time) จะถูกตั้งค่าอย่างช้าๆ (650 มิลลิวินาที) เพื่อให้การตั้งค่าระดับสัญญาณการบันทึก (Level Setting) ทำได้ง่ายจากกการดูเข็มมิเตอร์
นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชันปรับไบแอส และอีควอไลเซอร์เต็มรูปแบบ (Full-scale Bias and Equalization Adjustment Function) คล้ายกับเครื่องเล่นเทปแบบโอเพ่นรีลระดับมืออาชีพ พร้อมออสซิลเลเตอร์ที่สร้างค่าสัญญาณอ้างอิง เพื่อปรับค่าระดับสัญญาณการบันทึกอันเที่ยงตรง แม่นยำ ทั้งยังมีมิเตอร์แสดงเวลาที่เหลือของเทปที่เล่น มิเตอร์นี้ตรวจจับการเปลี่ยนแปลงแรงดันไฟฟ้า อันเนื่องมาจากความเร็วในการหมุนจากมอเตอร์ม้วนเทปที่ด้านจ่ายเส้นเทป (Supply Reel) และสามารถตรวจสอบปริมาณเทปที่เหลืออยู่ได้อย่างแม่นยำ
สำหรับการสลับการทำงานของกลไก จะใช้การควบคุมอิเล็กทรอนิกส์แบบสมบูรณ์ โดยใช้ไอซีและทรานซิสเตอร์แบบสวิตชิ่ง (Pure Electronic Control Using IC and Switching Transistor) พร้อมปุ่มควบคุม (Operation Buttons) ที่เป็นแบบสวิตช์คีย์บอร์ดที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ และสำหรับใช้กับอุปกรณ์อื่นๆ ทั้งยังติดตั้งระบบ Dolby NR เพื่อลดเสียงรบกวน
นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบสอบเทียบ (Calibration System) เพื่อชดเชยความไวของเทปอย่างเต็มที่ ส่วนภาคขยายสัญญาณสำหรับบันทึกเสียง (Recording Amplifier Section) มีช่วงไดนามิกให้ความเป็นเส้นตรง 55 เดซิเบล ที่ความไว -72 เดซิเบล ส่วนขยายเสียงสำหรับเล่นกลับ (Playback Amplifier) มีค่า S/N Ratio อยู่ที่ -132 เดซิเบล (Input Conversion) ตัวเครื่องใช้ติดตั้งแร็คขนาดมาตรฐาน

TEAC : Z-7000
TEAC เรียก Z-7000 ว่าเป็น “เครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตระดับปรมาจารย์” (Master Cassette Deck) และขนาดของเจ้า “Z-7000” ก็น่าประทับใจทีเดียว ด้วยน้ำหนัก 40 ปอนด์ และปุ่มควบคุมต่างๆ บนแผงด้านหน้า ล้วนทำให้หลายคนต้องหยุดกึก…
ด้วยจำนวนปุ่มที่บ่งบอกไว้ เครื่องเล่นนี้เต็มไปด้วยฟีเจอร์ต่างๆ มากมาย ได้แก่ ระบบลดเสียงรบกวนถึง 3 แบบด้วยกัน (Dolby B, C และ dbx), การควบคุมระดับเสียง (Pitch Control) ในการบันทึกและการเล่นกลับ (Recording and Playback), การเฟดเข้าและเฟดออกอัตโนมัติ (Automatic Fade-in and Fade-out), ตัวนับเทปแบบเรียลไทม์ (Real-time Tape Counter) และการตั้งค่าพารามิเตอร์เทปอัตโนมัติ (Automatic Tape-parameter Setting) พร้อมการควบคุมด้วยมือ (Manual Override) นี่เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนที่ไม่ค่อยมีใครใช้บ่อยนัก เช่นเดียวกับเครื่องเล่นอื่นๆ ที่เต็มไปด้วยฟังก์ชันควบคุมด้วยไมโครโปรเซสเซอร์ ซึ่งผู้ใช้จำเป็นต้องมีการทำความคุ้นเคยสักระยะ เพื่อให้มั่นใจว่า ได้ใช้งานฟีเจอร์ทั้งหมดอย่างเต็มประสิทธิภาพ
ตรงกลางแผงหน้าโดดเด่นด้วยช่องใส่เทปคาสเซ็ตทางด้านซ้าย และแผงมิเตอร์/จอแสดงผลทางด้านขวา ส่วนควบคุม (Controls) แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก เป็นรูปตัว “U” ล้อมรอบส่วนสำคัญเหล่านี้
ช่องใส่เทปคาสเซ็ตมีตัวพาตลับเทป (Carrier) ที่เลื่อนออกและเอียงลง เพื่อนำตลับเทปออก (Tape Ejection) การใส่และนำตลับเทปออกทำได้ง่ายและราบรื่น และการเข้าถึงการบำรุงรักษา (Maintenance) ก็ทำได้สะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฝาใสถูกถอดออก
ปุ่มควบคุมการทำงานหลัก (Main Operating Controls) วางอยู่ในแนวนอน ลึกลงไปเล็กน้อยใต้ช่องใส่ตลับเทป และจอแสดงผล การควบคุมการขับเคลื่อนเส้นเทปจะอยู่ใต้ช่องขับเคลื่อนเส้นเทปพอดี โดยมีปุ่ม “บันทึก” (Record), “ปิดเสียงบันทึก” (Rec Mute) และ “หยุดชั่วคราว” (Pause) อยู่ทางด้านขวา ปุ่มควบคุมทั้งหมดมีไฟ LED แสดงสถานะ (สีเขียวสำหรับฟังก์ชันการเล่นกลับ และสีแดงสำหรับฟังก์ชันการบันทึก 3 รายการ)
ฟังก์ชัน “Rec Mute” ของ Z-7000 นั้นไม่ธรรมดา ตรงที่สามารถตั้งค่าช่วงเวลาก่อนที่เครื่องจะเข้าสู่โหมดหยุดชั่วคราว (Pause Mode) ได้ตั้งแต่ 2 ถึง 10 วินาที โดยใช้ปุ่มควบคุม “Auto Space” ที่มุมซ้ายบน สามารถเพิ่มระยะเวลาปิดเสียง (Mute) ให้ยาวนานขึ้นได้ด้วยการกดปุ่ม “Play” ค้างไว้ พร้อมกับกดปุ่ม “Rec Mute” แล้วปล่อยปุ่ม “Play” เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาปิดเสียงที่ต้องการ
ปุ่มกดที่อยู่ถัดจาก “Auto Space” จะควบคุมเวลา “เฟดอิน” (Fade In) และ “เฟดเอาต์” (Fade Out) ซึ่งสามารถตั้งค่าได้อย่างอิสระตั้งแต่ 0 (การบันทึกเปิด/ปิดปกติ) ไปจนถึง 10 วินาที เพื่อเปลี่ยนระหว่างระดับเต็มและปิด การเฟดอินจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่เริ่มการบันทึก แต่การเฟดเอาท์จำเป็นต้องใช้ “Rec Mute” การเฟดอัตโนมัติ (Automatic Fading) เป็นฟีเจอร์ที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนปุ่มควบคุมการตั้งค่าระดับการบันทึก
ปุ่มกดทั้งสามเป็นปุ่มสปริงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็ก ซึ่งล็อกเข้ากับแผงด้านหน้า แต่ยังคงทำงานได้แม้จะกดเข้าไปแล้ว ด้านล่างของปุ่มควบคุมทั้ง 3 ปุ่ม มีปุ่มกด 4 ปุ่มเรียงกันเป็นแถว 3 แถวพร้อมไฟ LED แสดงสถานะ และแถวหนึ่งมีปุ่ม 3 ปุ่ม ที่ไม่มีไฟ LED แถวบนสุดใช้สำหรับเลือกมอนิเตอร์ ได้แก่ “Source”, “Cal”, “Tape” และ “Sync” โหมด “Cal” เป็นโหมดปกติสำหรับเครื่องเล่นสามหัวส่วนใหญ่ ซึ่งระดับการเล่นที่แสดงบนมิเตอร์จะไม่ได้รับผลกระทบจากการตั้งค่าของปุ่มควบคุมระดับเอาต์พุต
ในโหมด “Tape” ระดับของมิเตอร์จะแตกต่างกันไปตามการตั้งค่าของตัวควบคุมระดับเอาต์พุต ซึ่งอาจเป็นประโยชน์เมื่อจำเป็นต้องจับคู่ระดับ (Level Matching) ตำแหน่ง “Sync” จะมีการสลับอัตโนมัติ (Automatic Switching) ทำให้มิเตอร์แสดงระดับอินพุตเมื่อหยุดการขับเคลื่อนเส้นเทป (รวมถึงการบันทึก/หยุดชั่วคราว) หรือใน Wind Mode และแสดงระดับการเล่นกลับ เมื่อเครื่องเล่นอยู่ในโหมดเล่นหรือบันทึก/เล่น (Play or Record/Play Mode) คุณสมบัตินี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เมื่อต้องคัดลอกสำเนา (Copying) หรือแก้ไข (Editing) การเลือกช่วงสั้นๆ จำนวนมาก
ปุ่ม 4 ปุ่ม ในแถวที่สองใช้สำหรับควบคุมการลดเสียงรบกวน (Noise-reduction) ได้แก่ “Out”, “dbx”, “Dolby B” และ “Dolby C” ตัวแจ้งเตือนในแผงมิเตอร์/จอแสดงผลจะแจ้งเตือนผู้ใช้ถึงสิ่งที่เลือกไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ทั่วไปต้องการอย่างแท้จริง แถวที่สามใช้สำหรับเลือกสัญญาณขาเข้าเป็นหลัก ได้แก่ “Line”, “Mic” และ “dbx disc” พร้อมด้วยสวิตช์ “MPX Fil” สำหรับใช้กับโหมด Dolby เพื่อตัดพลังงานที่สูงกว่าย่านความถี่ เช่น จากสัญญาณนำร่อง FM ปุ่มที่เหลืออีก 3 ปุ่ม ควบคุมฟังก์ชันตั้งเวลา “Out”, “Play” และ “Rec”
ปุ่ม “Power” และ “Eject” อยู่ลึกลงไปใต้แผงด้านบน สวิตช์ “Power” มีสัญลักษณ์สีส้มสวยงาม (แต่ในบางความคิด ปุ่มเป็นแบบกดเปิด/ปิด และอยู่ใกล้กับปุ่ม “Eject” มากเกินไป) ด้านล่างคือ ช่องเสียบหูฟังที่มีปุ่มควบคุมระดับเสียงในตัว ซึ่งถือเป็นฟีเจอร์ที่ดี ถัดมาคือ ปุ่ม “Pitch Cont” แบบกดเข้า/ออก ซึ่งต้องล็อกไว้ (Latched In) จึงจะปิดได้
เมื่อหมุนปุ่มออก ความเร็วเทปจะถูกควบคุม (±10%) ทั้งในโหมดเล่นกลับและโหมดบันทึก ช่วงย่านเสียง (Range) ดีมาก โทนเสียงเต็ม (Full Tone) ในทั้งสองทิศทาง แต่ไม่มีจุดยึดตรงกลางในตำแหน่งปลดออก/ใช้งาน (Out/Operating Position)
จอแสดงผลมิเตอร์ที่ตอบสนองต่อค่าสูงสุด (Peak) มีความสว่างมาก และอ่านง่ายในทุกสภาพแสง ในแต่ละช่องสัญญาณมี 30 ส่วน (Segments) แบ่งเป็นสีน้ำเงินขาวตั้งแต่ “-40” ถึง “-1” และสีส้มตั้งแต่ “0” ถึง “+10” นอกจากนี้ยังมีระดับความละเอียด 1 เดซิเบล ตั้งแต่ “-10” ถึง “+10” ซึ่งให้ความละเอียดที่โดดเด่นในช่วงย่านเสียงที่สำคัญนี้
ในโหมดปกติ ส่วนบนสุดจะถูกตรึงไว้ประมาณ 2 วินาที หลังจากถูกเปิดการทำงาน โดยพีคของเพลง เมื่อเลือก “Peak Hold” (จากกลุ่มปุ่มที่ด้านขวาบนของแผง) ตัวบ่งชี้ระดับสูงสุดจะถูกตรึงไว้อย่างไม่มีกำหนด และข้อความเตือน “Peak Hold” จะสว่างขึ้นบนแผงจอแสดงผล
นอกจากนี้ ข้อมูลต่างๆ ดังนี้ยังปรากฏบนแผงจอแสดงผลด้วย : ระบบ NR ที่เลือก (ดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้), ประเภทเนื้อเทป (กำหนดโดยการตรวจจับรูในเปลือกตลับเทป), ความยาวเทป (ป้อนโดยผู้ใช้), เวลาการเล่นที่ผ่านไป ซึ่งสอดคล้องกับความยาวของเทปที่ใช้งาน และหมายเลข “CPS” (การตั้งโปรแกรม)
เนื่องจากระบบตรวจจับชนิดของเนื้อเทปโดยอัตโนมัติ จึงเห็นได้ชัดว่า เนื้อเทป Type II รุ่นเก่าบางรุ่นอาจแสดงค่า “Norm” และแม้แต่ตลับเนื้อเทป Type IV ในปัจจุบันบางรุ่นก็อาจแสดงค่า “Cr02” ทั้งนี้ตัวบ่งชี้เวลาที่ผ่านไป (Elapsed-time Indicator) จะไม่ปรับเทียบตัวเองให้ตรงกับตำแหน่งจริงบนเทป และจะไม่รีเซตเมื่อใส่เทปเข้าไป หรือเมื่อกรอเทปกลับไปที่จุดเริ่มต้น เพื่อตั้งค่าศูนย์
ด้านล่างของแผงมิเตอร์/จอแสดงผล คือ แถบเลื่อน “Rec Preset Level” แนวนอนสำหรับแต่ละช่องสัญญาณ และแถบเลื่อน “Master” ที่มีระยะเลื่อนเกือบ 3 นิ้ว การควบคุม “Master” มีปุ่มควบคุมทรงสี่เหลี่ยมขนาดพอเหมาะ พร้อมช่องหน้าต่างใส และเส้นดัชนี (Index Line) ตรงกลาง ทำให้อ่านค่าต่างๆ ได้ง่าย ปุ่มเลื่อนช่องสัญญาณมีขนาดเล็กแต่ใช้งานง่าย
ทางด้านขวาคือ แถบเลื่อนระดับเอาต์พุต ซึ่งออกแบบด้วยกลไกแบบเดียวกัน ด้านล่างเป็นช่องต่อไมโครโฟนซ้ายและขวา พร้อมช่องต่อสำหรับรีโมทคอนโทรลแบบมีสาย RC-200 (มีมาให้) ด้านบน ทางด้านขวาของแผงด้านหน้า มีปุ่มกดเรียงเป็นแถว ซึ่งส่วนใหญ่มีไฟแสดงสถานะ แถวบนประกอบด้วยปุ่ม “STZ” (ค้นหาเป็นศูนย์), “Cue”, “STC” (ค้นหาเพื่อคิว) และ “STR” (ค้นหาเพื่อบันทึก)
ปุ่ม “STZ” จะหมุนเร็วไปยังตำแหน่งที่ตัวนับค่าศูนย์ ปุ่ม “Cue” จะบันทึกค่าตัวนับใดๆ ที่แสดงในขณะนั้นลงในหน่วยความจำ จากนั้นปุ่ม “STC” จะหมุนเร็วไปยังตำแหน่งนั้น ปุ่ม “STR” จะทำงานเฉพาะในโหมดบันทึก และจะหมุนเร็วไปยังจุดเริ่มต้นของการบันทึกครั้งสุดท้าย ในแถวถัดไปของปุ่ม ได้แก่ ปุ่ม “SES” (ระบบลบจุด), ปุ่ม “ตำแหน่ง” (Position), ปุ่ม “เล่นซ้ำ” (Repeat) และปุ่ม “ตรวจสอบอินโทร” (Intro Check)
“SES” ใช้ร่วมกับ “Position” เพื่อระบุส่วนที่ต้องการลบ (ใช้เวลาเพียง 0.3 วินาที) จากนั้นจึงลบออกโดยอัตโนมัติ ฟังก์ชันนี้ประกอบด้วยการตรวจสอบความถูกต้องของตำแหน่งที่เลือกก่อนการลบจริง นับเป็นการใช้ความสามารถของไมโครโปรเซสเซอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฟังก์ชัน “Repeat” จะเริ่มเล่นซ้ำระหว่างจุดศูนย์และจุดคิว (Cue) ที่เลือก “Intro Check” จะทำให้เครื่องเล่นช่วง 10 วินาทีแรกของแต่ละช่วงที่เลือกบนตลับเทปนั้น
ปุ่มแถวที่สามประกอบด้วย “Counter Clear” เพื่อตั้งค่าตัวนับให้เป็นศูนย์, “CPS” เพื่อป้อนจำนวนตัวเลือกที่จะข้าม และ “Peak Hold” เพื่อเข้าสู่โหมดแช่ค้างตำแหน่งสูงสุดไว้ชั่วขณะ แถวถัดไปเป็นการตั้งค่าความยาวเส้นเทปที่เล่น : “C-46,” “C-46L” (ฮับขนาดใหญ่), “C-60” หรือ “C-90” จำเป็นต้องป้อนข้อมูลนี้เพื่อให้แน่ใจว่า มีการระบุเวลาที่ผ่านไปอย่างแม่นยำสำหรับตลับเทปที่ใช้รับฟัง
ปุ่มกดและอ่านค่าชุดถัดไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบปรับเทียบเทป (Tape-Calibration System) ของ Z-7000 เมื่อใส่ตลับเทปเข้าไป ประเภทเนื้อเทป (“Norm,” “CrO2” หรือ “Metal”) จะสว่างขึ้น เช่นเดียวกับปุ่มที่ระบุว่า “Reference” และปุ่มที่ระบุว่า “Std.” ปุ่มนี้จะบอกผู้ใช้ว่า เทปจะถูกบันทึกด้วยค่าไบแอสอ้างอิง, อีควอไลเซอร์ และระดับความแรงสัญญาณโดยอัตโนมัติ ในการบันทึกด้วย “Standard” MOL (Maximum Output-level) Balance สำหรับ “Low” MOL Balance จะให้ค่าความเพี้ยนความถี่ต่ำที่ต่ำกว่า แต่เฮดรูมความถี่สูงน้อยกว่า และ “High” MOL Balance จะให้เฮดรูมความถี่สูงที่ดีกว่า พร้อมความเพี้ยนความถี่ต่ำที่สูงกว่า
สำหรับเทปใดๆ ที่ไม่ตรงตามเกณฑ์อ้างอิง ผู้ใช้กดปุ่ม “Auto Cal” ไฟ LED ของปุ่ม MOL-Balance ทั้ง 3 ดวงจะกะพริบ เพื่อแจ้งการตัดสินใจ เมื่อทำเสร็จแล้ว ปุ่ม “Record” จะกะพริบ และการสอบเทียบจริง (Actual Calibration) จะเริ่มต้นขึ้น เมื่อเสร็จสิ้น จะปรากฏ “OK” ซึ่งการตั้งค่าสามารถป้อนลงในหน่วยความจำใดก็ได้จาก 3 หน่วยความจำ ความยืดหยุ่นของระบบยังเพิ่มขึ้นอีกจากข้อเท็จจริงที่ว่าหน่วยความจำแต่ละหน่วยจะบันทึกการตั้งค่าสำหรับเทปแต่ละประเภท จึงรวมเป็นค่าการสอบเทียบ (Calibrations) ที่มากถึง 9 ค่า ซึ่งน่าประทับใจอย่างยิ่ง “Hi-Extend” สามารถใช้งานร่วมกับเทปประเภท II หรือ IV เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเฮดรูมความถี่สูง การตั้งค่าของฟังก์ชันนี้จะรวมอยู่ในข้อมูลที่เก็บไว้เพื่อเรียกใช้ในภายหลัง
ที่แผงด้านหลังมีคู่สายสัญญาณสเตริโอเข้า/ออกชุบทอง และช่องต่อสำหรับแหล่งจ่ายไฟ 5 โวลต์ที่ให้มา ซึ่งช่วยให้มั่นใจได้ว่า หน่วยความจำจะได้รับพลังงานอย่างต่อเนื่องแม้ในขณะที่ปิดเครื่อง เมื่อมองจากด้านล่างหลังจากถอดฝาครอบออก จะเห็นแผงวงจรพีซีหลายแผ่น ซึ่งระบุชิ้นส่วนทั้งหมดได้ครบถ้วนและการบัดกรีที่ยอดเยี่ยม

TANDBERG : TCD 3014
ตั้งแต่กลางทศวรรษ 1970 เรื่อยมาจนถึงทศวรรษ 1980 บริษัท Nakamichi Corp. ครองตลาดเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตระดับไฮ-เอนด์ ในปี 1983 บริษัทได้เปิดตัว ‘Dragon’ ซึ่งเป็นรุ่นแรกในสายผลิตภัณฑ์ Dragon รุ่นแรกนี้ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับเครื่องเล่นเทปประสิทธิภาพสูง อีกหนึ่งปีต่อมา บริษัท Tandberg จากนอร์เวย์ ก็ตอบสนองตลาดด้วยรุ่น TCD 3014 เครื่องจักรทรงพลังที่ได้รับการยกย่องในทันทีว่า เป็นเครื่องที่เทียบเท่ากับ Dragon หรืออาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ จึงเป็นที่มาของชื่อ “Dragon Slayer” สำหรับ TCD 3014 (การจะเข้าใจถึงความสำคัญของการเปรียบเทียบกันดังกล่าว ต้องอาศัยมุมมองเกี่ยวกับเทปเสียงสักหน่อย)
…รูปแบบเทปเสียงแบบ Compact Cassette ถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1960 ในช่วงทศวรรษ 1970 และต้นทศวรรษ 1990 เทปคาสเซ็ตเป็นหนึ่งในสองประเภทสื่อที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก โดยแบ่งความแตกต่างกับแผ่นเสียงไวนิล (LP) และต่อมาเป็นแผ่นซีดี (CD) แผ่นเสียงไวนิลและเทปม้วนต่อม้วนไม่สามารถพกพาได้ แต่เทปคาสเซ็ตสามารถพกพาได้ รูปแบบคู่แข่งที่อายุสั้นคือ เทป 8 แทร็ก ซึ่งค่อนข้างพกพาสะดวกแต่เทอะทะและคุณภาพเสียงที่น่าสงสัย ในทางกลับกัน เทปคาสเซ็ตนั้นสะดวกและ (ในที่สุด) เป็นระบบเสียงไฮ-ไฟ
การผสมผสานนี้ทำให้รูปแบบ Compact Cassette กลายเป็นผู้ชนะ รูปแบบเทปคาสเซ็ตแบบบันทึกได้ยังทำให้มิกซ์เทปเป็นที่นิยม ซึ่งกลายเป็นวัฒนธรรมหลักในช่วงทศวรรษ 1970, 1980 และ 1990 แม้ว่าเจ้าของเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตจะเป็นผู้คิดค้นแนวคิดในการมิกซ์เพลงส่วนตัวลงในเทป แต่การปฏิบัตินี้ไม่ได้แพร่หลายในกระแสหลักจนกระทั่งในช่วงทศวรรษปี 1970 เมื่อเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตกลายมาเป็นอุปกรณ์สเตริโอที่พบเห็นได้ทั่วไป และได้รับการยกย่องต่อยุคสมัยมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ถึงแม้ว่าเทปคาสเซ็ตจะมีความสะดวกและบันทึกได้ แต่สิ่งที่เทปคาสเซ็ตขาดไปในช่วงแรกคือ คุณภาพเสียง ตลอดช่วงทศวรรษ 1970 ผู้ผลิตเทปคาสเซ็ตได้คิดค้นวิธีการต่างๆ มากมายเพื่อปรับปรุงตัวเทปเพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้น แต่ไม่ว่าจะใช้สื่อบันทึกแบบใด การจะได้เสียงที่ดีที่สุดจากเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตก็จำเป็นต้องวางเส้นเทปคาสเซ็ตให้ตรงตำแหน่งอย่างแม่นยำ ขณะที่เส้นเทปเลื่อนผ่านหัวอ่าน ซึ่งเป็นอุปกรณ์แม่เหล็กไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กกว่าก้อนน้ำตาลเล็กน้อย การป้อนเทปผ่านหัวอ่านด้วยความเร็วคงที่ก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน เพื่อให้ได้เสียงที่ดีที่สุด
ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 และต้นทศวรรษ 1980, NAKAMICHI ได้รับชื่อเสียงในด้านคุณภาพด้วยนวัตกรรมมากมายที่ควบคุมการเคลื่อนที่ของเส้นเทป และการจัดวางตำแหน่งที่เหนือกว่า บริษัทใช้นาฬิกาควอตซ์เพื่อควบคุมมอเตอร์ที่ใช้ขับเคลื่อนม้วนเทป นอกจากนี้ยังได้พัฒนาระบบที่เรียกว่า Nakamichi Auto Azimuth Correction ซึ่งใช้ไมโครโปรเซสเซอร์ในการควบคุมตำแหน่งของเทปบนหัวอ่านที่ควบคุมด้วยเซอร์โว และปรับแต่งเพื่อให้ได้การจัดตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด
TANDBERG ได้ตอบโต้ความก้าวหน้าของ NAKAMICHI Dragon ด้วยนวัตกรรมของตนเอง ในการขับเคลื่อนเส้นเทปด้วยรุ่น TCD 3014 ของบริษัทใช้มอเตอร์แยกกัน 4 ตัวและ Flywheel คู่ เพื่อรักษาความเร็วให้คงที่ ผู้ใช้ทั่วไปสามารถกดปุ่มเล่นกลับเพื่อรับฟังเสียงที่ยอดเยี่ยมได้ แต่ TANDBERG ยังมอบตัวเลือกในการปรับตำแหน่งของหัวเทปเพื่อปรับแต่งเสียง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดึงดูดใจนักเล่นเครื่องเสียงโดยเฉพาะ
นอกจากนี้ TANDBERG ยังได้พัฒนาเทคโนโลยีแยกกัน 2 แบบ เพื่อพยายามเอาชนะคู่แข่งจากญี่ปุ่น หนึ่งในเทคโนโลยีที่จดสิทธิบัตรแล้วคือ Actilinear II ซึ่งช่วยลดความเพี้ยนของเสียง อีกเทคโนโลยีหนึ่งคือ Dyneq ซึ่งช่วยสร้างเสียงที่ความถี่สูงขึ้น
‘Dyneq’ เป็นการตอบสนองต่อข้อจำกัดที่มีอยู่ในเทปแม่เหล็ก (Magnetic Tape) เนื้อเทปขาดความสามารถในการสร้างเสียงความถี่สูงที่ดังได้อย่างเต็มที่ เช่น เสียงฉาบ หรือเสียงโน้ตสูงสุดของทรัมเป็ต วิศวกรบันทึกเสียงรู้ดีว่า พวกเขาต้องปรับให้เหมาะสม “ดังนั้น เสียงฟอร์ติสซิโมที่เร้าใจและสฟอร์ซานโดที่แหลมคมหลายเสียงจึงต้องถูกปรับลดลงเล็กน้อย เพื่อให้เสียงดนตรีสามารถย่อยได้ง่ายสำหรับเทปคาสเซ็ต” บทวิจารณ์ร่วมสมัยเกี่ยวกับเทป 3014 ใน The New York Times ระบุไว้
ปัญหาคือ เสียงฮืดๆ (Hiss) ของเทป การสร้างสมดุลระหว่างเสียงสูงและเสียงต่ำเป็นการกระทำที่ละเอียดอ่อน การพยายามหลีกเลี่ยงเสียงเพี้ยนในช่วงเสียงสูงอาจเสี่ยงต่อการเน้นเสียงฮืดๆ ในช่วงเสียงต่ำ และในทางกลับกัน อย่างไรก็ตาม สามารถปรับสมดุลได้ระหว่างการเล่นผ่านการปรับอีควอไลเซอร์ โดยทั่วไปแล้วการปรับอีควอไลเซอร์จะเป็นกระบวนการแบบคงที่ ผู้ฟังสามารถตั้งค่าช่วงความถี่ที่ต้องการเพิ่มหรือลดได้
อีกทางเลือกหนึ่ง ผู้ผลิตเครื่องเล่นเพลงบางรายอาจมีการตั้งค่าที่แตกต่างกัน สำหรับเพลงร็อก, โอเปร่า, แจ๊ส และอื่นๆ ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว การตั้งค่าเหล่านี้คือ การตั้งค่าล่วงหน้า (Preset) สำหรับการปรับอีควอไลเซอร์ที่แตกต่างกัน ซึ่งน่าจะเหมาะสมกับดนตรีแต่ละประเภท ความก้าวหน้าของ TANDBERG คือ การคิดค้นวิธีการปรับอีควอไลเซอร์อย่างต่อเนื่องแบบทันทีทันใด มันคือการปรับอีควอไลเซอร์แบบไดนามิก จึงเป็นที่มาของชื่อ Dyneq
เสียงอันยอดเยี่ยมของเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตรุ่นใหม่ของ TANDBERG ทำให้ได้รับเสียงชื่นชมในทันที “หากต้องเลือกเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตที่ดีที่สุด เครื่องเล่นที่เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่จะได้รับรางวัลนี้คงต้องเป็นรุ่น TCD 3014 รุ่นใหม่ของ TANDBERG อย่างไม่ต้องสงสัย” บทวิจารณ์จาก The New York Times กล่าวอย่างชื่นชม โครงสร้างที่คล้ายถังของ 3014 เป็นอีกหนึ่งจุดขายสำหรับบางคน
TANDBERG ต่อยอดจาก 3014 ด้วยรุ่น 3014A ทว่า TANDBERG ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความแตกต่างระหว่างทั้งสองรุ่นมากนัก เจ้าของทั้งสองรุ่นระบุว่า มีการเปลี่ยนแปลงในชิ้นส่วนกลไกบางส่วน และแผงวงจรได้รับการปรับแต่งเล็กน้อย เหล่านักเล่นเครื่องเสียงต่างยืนยันว่า รุ่นต่อยอดนั้นให้คุณภาพเสียงที่เหนือกว่า แต่ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาก็ยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่า เพราะเหตุใด?

NAKAMICHI : Dragon
NAKAMICHI : Dragon เป็นเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตที่ได้รับการเปิดตัวในปี 1982 และวางจำหน่ายจนถึงปี 1994 “Dragon” เป็นเครื่องเล่น/บันทึกเทป NAKAMICHI รุ่นแรกที่มีความสามารถในการเล่นกลับหน้าแบบ 2 ทิศทาง (Bi-directional) และเป็นเครื่องเล่น/บันทึกเทปที่ผลิตจำหน่ายเครื่องแรกของโลกที่มีระบบแก้ไขมุมเอียงหัวเทป แบบอัตโนมัติ (Automatic Azimuth Correction System) คุณสมบัตินี้ ซึ่งคิดค้นโดยวิศวกรของ PHILIPS และปรับปรุงโดย Niro Nakamichi ซึ่งจะปรับมุมเอียงของหัวเทปอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเอียงของหัวเทปให้น้อยที่สุด และ เล่นกลับสัญญาณเสียงแหลมที่ปรากฏบนเทปได้อย่างถูกต้อง ระบบนี้ช่วยให้สามารถเล่นเทปคาสเซ็ตที่มีอาการเอียงทางกลไก และบันทึกเสียงที่บันทึกบนเครื่องเล่นที่ไม่ได้แนวได้อย่างถูกต้อง นอกจาก “Dragon” แล้ว ระบบที่คล้ายคลึงกันนี้ยังถูกนำมาใช้ในเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตติดรถยนต์ NAKAMICHI : TD-1200 และ เครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตของ Marantz : SD-930 เท่านั้น
ณ ช่วงเวลาที่เปิดตัว “Dragon” มีค่า Wow and Flutter ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ และมีช่วงไดนามิกสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยแพ้รุ่นเรือธง ‘1000ZXL’ ของ NAKAMICHI เองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในด้านการตอบสนองความถี่ โดยมีรุ่นที่แข่งขันกันในตลาดอย่าง SONY, STUDER, TANDBERG และ TEAC ซึ่งเปิดตัวในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ที่บางครั้งเหนือกว่า “Dragon” ในด้านคุณภาพเชิงกลและคุณสมบัติต่างๆ แต่ไม่มีรุ่นใดที่สามารถมอบคุณภาพเสียง, ความยืดหยุ่น และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ผสมผสานกันได้เท่า Dragon แม้จะมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือในระยะยาว แต่ Dragon ยังคงเป็นจุดสูงสุดของเทคโนโลยีคาสเซ็ตเทป

REVOX : B-710 Mk2
STUDER (สตูเดอร์) เป็นผู้ออกแบบและผลิตอุปกรณ์เสียงสำหรับสตูดิโอบันทึกเสียงของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ บริษัทก่อตั้งขึ้นที่เมืองซูริกในปี 1948 (พ.ศ. 2491) โดย Willi Studer เครื่องบันทึกเทปแบบรีลทูรีล (Reel-to-reel Tape Recorders) ที่สตูเดอร์ผลิตขึ้นครั้งแรกมีชื่อว่า Dynavox ต่อมาในปี 1951 ได้มีการผลิตเครื่องบันทึกเทป ‘REVOX’ (รีวอกซ์) เครื่องแรก คือ T26 ต่อมาในปี 1952 ได้มีการเปลี่ยนมาใช้ชื่อ REVOX เป็นชื่อทางการค้าของ “เทปรีล” (Reel Tape) เชิงพาณิชย์ ส่วนอุปกรณ์สตูดิโอระดับมืออาชีพยังคงใช้ชื่อเดิมว่า STUDER
ในปี 1990, Willi Studer ได้ขาย Studer Revox Group ให้กับบริษัท Motor-Columbus AG. หนึ่งปีต่อมา บริษัท Motor-Columbus ได้แยกบริษัทออกเป็น STUDER (Pro), REVOX (HiFi) และแผนกผลิต (Production Division) การปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่สิ้นสุดลง ด้วยการขายกลุ่มสตูเดอร์ให้กับบริษัท Harman International Inc. ในเดือนมีนาคม 1994.
นอกเหนือจากเครื่องบันทึกเทปแบบรีลทูรีลคุณภาพสูงสุดแล้ว แบรนด์ REVOX ยังประกอบไปด้วยเครื่องบันทึกเทปคาสเซ็ต, เครื่องเล่นซีดี, เครื่องขยายเสียง และจูนเนอร์ที่มีคุณค่า ซึ่งส่วนใหญ่มักจะใช้แนวทางการออกแบบสตูดิโอของ STUDER
“REVOX : B710 Mk II” (ช่วงปีที่ผลิตจำหน่าย 1981/82) เป็นเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตแบบ 3 หัวเทป (Record, Play, Erase) พร้อมระบบลดเสียงรบกวน Dolby-B และ Dolby-C ซึ่งโดดเด่นด้วยประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกับความทนทานสูง ‘B710’ ไม่มีสายพานหรือคลัตช์ การเคลื่อนไหวของสายพานทั้งหมดถูกควบคุมโดยตรง ด้วยมอเตอร์ขับเคลื่อนที่ควบคุมด้วยไมโครโปรเซสเซอร์ ไมโครโปรเซสเซอร์ยังควบคุมชุดหัวเทป (ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจสอบเทปได้ขณะบันทึก), หน่วยความจำควบคุมแบบไม่ลบเลือน, ตัวนับเทป และนาฬิกาดิจิทัล ด้วยฟังก์ชันจับเวลาในตัวของเครื่องเล่น คุณสามารถบันทึก/เล่นเทปได้โดยไม่ต้องมีคนคอยดูแล รวมถึงเริ่ม/หยุดเทปตามเวลาที่ตั้งไว้ ฟังก์ชันเหล่านี้ยังช่วยให้คุณหยุด และเริ่มเล่นเทปได้ตามการตั้งค่าดัชนีเทป ทำให้สามารถเล่นซ้ำส่วนใดก็ได้ของเทป หรือเล่นวนซ้ำทั้งด้าน
จากการทดสอบที่ดำเนินการโดย “HiFi Classic” พบว่า B710 Mk II ได้รับการออกแบบและสร้างมาอย่างดีเยี่ยม และ “สามารถบันทึกโปรแกรมเกือบทุกประเภท (…) โดยไม่ทำให้คุณภาพสัญญาณเสียงลดลงแต่อย่างใด”

AKAI : GX 95 Mk II
เครื่องเล่นเทป AKAI รุ่น GX-95 Mark II เป็นรุ่นใหญ่สุดในซีรีส์ โดดเด่นด้วยหัวเทปสุดพิเศษ Super GX (Glass & X’Tal Ferrite Head) จึงได้ชื่อว่า ไม่มีวันสึก) “GX-95 Mk II” ผลิตระหว่างปี 1991-1993 และวางจำหน่ายเฉพาะในญี่ปุ่น, ยุโรป และสหรัฐอเมริกาเท่านั้น (ในชุดประกอบด้วยเครื่องเล่นซีดี, จูนเนอร์ และแอมป์อินทิเกรตที่เข้าชุดกันของ AKAI) ‘GX-95’ รุ่นดั้งเดิมเป็นรุ่น 3 หัว 3 มอเตอร์ วงจรปิดแบบ แคปสแตนคู่ ออกแบบมาพร้อมฟังก์ชันบันทึกแบบเรียลไทม์ เช่นเดียวกับรุ่นยอดนิยมอื่นๆ ได้รับการพัฒนาโดย AKAI ในปี 1988 จนเรียกได้ว่า เป็นรุ่นระดับตำนาน AKAI ได้พัฒนา ‘GX-95’ ออกมาอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และต่อมา AKAI ก็ได้ปรับโฉม Mk II ใหม่ ในปี 1991 พร้อมปรับปรุงคุณสมบัติเล็กน้อย
พูดถึงคุณภาพการประกอบ “GX-95 Mk II” หรูหราไม่แพ้เครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตระดับสุดยอดของวงการรุ่นอื่นๆ เลยทีเดียว ด้วยตัวเครื่องที่ดูแข็งแกร่ง บึกบึน และโดดเด่นด้วยแผงหน้าปัดอะลูมิเนียมสีดำด้าน พร้อมแผ่นไม้ประกบด้านข้างสวยงาม ภายในกล่องโลหะทั้งหมดขนาด 2U ประกอบด้วยบังเกอร์ 4 แห่ง…ใช่แล้ว สร้างขึ้นให้เหมือนกับเรือประจัญบานคลาสยามาโตะ แต่ละบังเกอร์ หรือช่องเก็บมีวงจรแยกส่วนต่างๆ เพื่อการแยกสัญญาณที่ดีที่สุด
บังเกอร์ด้านบนซ้ายประกอบด้วยหม้อแปลงไฟฟ้าและแผงวงจรจ่ายไฟด้านหลังกลไกตลับเทปคาสเซ็ต บังเกอร์ด้านบนขวาประกอบด้วยวงจรควบคุมการทำงานและวงจรโลจิกทั้งหมด บังเกอร์ด้านล่างซ้ายประกอบด้วยแผงวงจรควบคุมกำลังไฟฟ้าสำหรับวงจรเสียงเท่านั้น ซึ่งอยู่ในบังเกอร์ด้านล่างขวา ด้วยวิธีการนี้ กล่องขนาด 2U จึงแข็งแรงเป็นพิเศษ ในขณะเดียวกันก็แยกสัญญาณแต่ละวงจรได้เป็นอย่างดี
ภายนอก ดีไซน์เรียบง่าย แต่หรูหราและใช้งานได้จริง ช่องใส่เทปคาสเซ็ตใช้มอเตอร์และควบคุมด้วยรีโมตไร้สายได้ เหมือนกับฟังก์ชันการเล่นส่วนใหญ่ สกรูของตัวเครื่องและแผงด้านล่างส่วนใหญ่เคลือบทองแดง เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน EMI/RFI ส่วนฐานรองแบบโลหะของ Champaign นั้นเป็นของแท้ เคลือบเซรามิกด้านล่าง แผงด้านหลังมีช่องต่อ RCA/CD อีกหนึ่งคู่สำหรับบันทึก นอกเหนือจากช่องต่อเข้าและออกปกติ ทั้งหมดนี้ทำให้เครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตมีน้ำหนักค่อนข้างหนักถึง 10.2 กิโลกรัม
แผงด้านบนที่มองเห็นแก้มด้านข้างทำจากไม้ เป็นเอกลักษณ์ของเครื่องเสียงไฮ-เอนด์ญี่ปุ่นในยุค 90 อย่างไรก็ตาม AKAI ในฐานะบริษัทเครื่องเสียงก็ค่อยๆ หายไป หลังจากผลิตผลงานที่ดีที่สุดออกมาได้ไม่นาน พร้อมกับแบรนด์ญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่อื่นๆ อีกสองสามแบรนด์! (ซึ่งน่าเสียดายเป็นอย่างมาก)…ว่ากันว่า AKAI ให้เสียงที่ค่อนข้างวิเคราะห์ (Analytical) เต็มไปด้วยรายละเอียด แม้เสียงจะเบาบางลงเล็กน้อย แต่จะเผยให้เห็นจุดอ่อน, การขาดตกบกพร่อง หรือการทำงานร่วมกันของเครื่องเสียงไฮ-ไฟที่ไม่ลงตัวกันอย่างไม่ลดละ หากไม่ได้รับการแก้ไข
สุดท้าย เมื่อพิจารณาจากเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตระหว่าง 3 เครื่องสุดโด่งดังของญี่ปุ่น จะพอสรุปได้ว่า NAKAMICHI ให้เสียงที่อบอุ่นที่สุด ส่วน AKAI ให้เสียงที่ตรงกันข้ามกัน เสียงของ TEAC นั้นอยู่ตรงกลาง อยู่ระหว่างจุดสุดขั้วทั้งสองแบรนด์…เสียงที่อบอุ่นของ NAKAMICHI นั้น ฟังสบาย เข้ากับระบบเสียงได้อย่างลงตัว นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไม NAKAMICHI ถึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย สมฐานะ The one of “King of Cassette Deck”
……………………………………………………………………………………………………………


























