Last Letter จดหมายรักฉบับสุดท้าย


โฆษิต มโนมัยอุดม

หนังเรื่องท้ายๆ ที่ผมได้ชมก่อนที่โควิด-19 จะมา “ล็อกดาวน์” กรุงเทพฯ ทำให้ห้างสรรพสินค้า และโรงภาพยนตร์ ต้องปิดตัวลงเป็นการเสริมสร้าง “โซเชียล ดิสแทนซิง” ให้ผู้คนอยู่ห่างกันเพื่อลดการแพร่ระบาด พูดไปแล้วบรรยากาศของหนังก็น่าจะเหมาะมากที่จะเขียนถึงในช่วง “อยู่บ้าน-กักตัว-เพื่อชาติ” เพราะมันเซื่องๆ เนือยๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความน่าดูของหนังลดลงไป รวมทั้งความโรแมนติคก็อัดแน่นอยู่เพียบ จนผู้เขียนเองก็ยังอดรำลึกถึงอยู่บ่อยๆ ในช่วงที่เหงาๆ อยู่บ้านเพราะโควิดอาละวาด

เรื่องราวของ Last Letter เริ่มต้นขึ้นเมื่อ คิชิเบโนะ ยูริ (รับบทโดย มัตสึ ทาคาโกะ) แม่บ้านลูกสองที่ต้องเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อไปร่วมงานศพของ โทโนะ มิซากิ (รับบทโดย ฮิโรเสะ ซึสึ) พี่สาวของเธอที่เสียชีวิตอย่างกะทันหัน จึงทำให้เธอได้กลับมาพบกับ อายูมิ (รับบทโดย ฮิโรเสะ ซึสึ) ลูกสาวของมิซากิที่ยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียแม่ไป จนไม่กล้าที่จะเปิดอ่านจดหมายฉบับสุดท้ายที่แม่ของเธอทิ้งเอาไว้ให้

จากจุดเริ่มต้นด้วย ‘จดหมายฉบับสุดท้าย’ นั่น หนังได้นำผู้ชมไปรับรู้เรื่องราวของคนหลายคนที่เกี่ยวข้องกันด้วยการเขียนจดหมาย ซึ่งจะว่าไปแล้ว ที่จริงมันเป็นสิ่งที่ผู้คนในยุคปัจจุบันนี้ไม่ทำกัน หรือเลิกทำกันแล้ว

นั่นเป็นจุดแรกที่ทำให้อยากเขียนถึงหนังเรื่องนี้ เพราะเหมือนกับการชวนให้เราย้อนคิดถึงบางสิ่งที่พ้นสมัย ตกยุคไปแล้ว ว่าโดยแก่นแท้ของมันแล้ว มีอรรถประโยชน์อะไรซ่อนอยู่มากมาย หากเรารู้จักเลือกหยิบยกขึ้นมาใช้ให้เหมาะสม จุดแรกนี้เราจะโยงเข้ากับสังคมและความเป็นไปในโลกจริง

ถ้าจะบอกว่าแก่นของเรื่อง Last Letter เริ่มเรื่องนั้นก็คล้ายคลึงกับ หนังไทยเรื่อง “แฟนฉัน” ที่จงใจพาผู้ชมย้อนไปรำลึกถึงความรักครั้งแรก ในวัยเยาว์ โดย Last Letter เลือกดำเนินเรื่องให้ยูริเดินทางไปงานเลี้ยงรุ่นแทนพี่สาวเพื่อบอกข่าวเศร้าให้ทุกคนทราบ แต่แล้วความวุ่นวายก็เริ่มขึ้น เมื่อทุกคนในงานเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเป็นมิซากิ รวมถึง โอโตซากะ เคียวชิโร่ (รับบทโดย ฟุคุยามะ มาซาฮารุ) นักเขียนนิยายผู้มีความรักในวัยเยาว์กับยูริ

เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่เรียบง่าย สวยงาม และแสนประทับใจ เมื่อเคียวชิโร่ได้ส่งจดหมายมาหายูริด้วยประโยคสั้นๆ ที่ว่า “ถ้าบอกว่ายังรักคุณอยู่จะเชื่อหรือเปล่า” อันทำให้ทั้งสองได้เขียนจดหมายตอบโต้กันไปมาหลายฉบับ

แต่เนื่องจากสถานะของเธอเอง จึงทำให้ยูริไม่ได้บอกที่อยู่จริงของเธอ แต่ให้ที่อยู่บ้านพี่สาวแทน เมื่อจดหมายไปถึง ลูกสาวของพี่สาวและของเธอที่ไปพักอยู่ด้วยกันชั่วคราว เด็กทั้งสองเห็นว่าจ่าหน้าซองถึงมิซากิ ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วจึงตัดสินใจเปิดจดหมายออกอ่าน และเมื่อพบเนื้อความเกี่ยวกับความรักครั้งเก่าของแม่ในวัยสาว จึงเกิดนึกสนุกแกล้งเขียนจดหมายตอบไป

เหตุจากจดหมายของหลายคนใน Last Letter ทำให้หนังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง รวมทั้งเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องด้วย เช่น การตามหาที่อยู่ตามจ่าหน้าซองจดหมายด้วยความสงสัย ทำให้เรื่องราวขยายออกไปเรื่อยๆ มันนำพาผู้ชมไปพบกับความรักแบบมิตรแท้ในวัยชราของแม่ของยูริ หรือชีวิตหลังความรักจบลงและเริ่มความรักครั้งใหม่ของบางตัวละคร (ขอไม่เปิดเผยชื่อเพื่ออรรถรสในการชม)

แม้ว่าหนังจะมีเหตุบังเอิญหลายครั้ง แต่ด้วยความสละสลวยของลีลาการดำเนินเรื่อง ผนวกกับการผูกเรื่องจนความบังเอิญนั้นไม่ใช่เรื่องเกินกว่าจะเกิดได้จริง เราจึงไม่รู้สึกรำคาญหรือเชื่อได้ จนคล้อยตามเรื่องราวในหนังไปได้ตลอด

จนถึงจุดสุดท้าย ที่ผู้ชมได้รับรู้ว่า ความรักในวัยเยาว์ที่ไม่สมหวังนั่นเองที่ทำให้ เคียวชิโร่ ไม่สามารถเขียนนิยายเรื่องที่สองของตัวเขาได้ เพราะนิยายเรื่องเดียวที่เขาเขียนคือเรื่องจริงของความรักของเขา

เป็นหนังโรแมนติค นิ่ง-เรียบ-ลึก สไตล์ญี่ปุ่นอีกเรื่องหนึ่ง ที่น่าชม และประทับใจผู้ชมจำนวนมากมาแล้ว