ลำโพงฮอร์น หรือ ลำโพงประเภทปากแตร นับเป็นลำโพงที่เน้นประสิทธิภาพสูงในการกระจายเสียงให้ดังและไปได้ไกล จึงเหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่กลางแจ้ง (Outdoor) หรืองานระบบประกาศ PA (Public Address) โดยอาศัยหลักการทางอะคูสติกเพื่อเพิ่มความดังโดยไม่ต้องใช้กำลังขับมาก…พูดง่ายๆ คือ แม้วัตต์ต่ำก็ขับได้
ซึ่งด้วยข้อดีดังกล่าว ดังนั้นการใช้งานหลักๆ ของลำโพงฮอร์น ที่พบเห็นได้ทั่วไปจึงได้แก่ :
ระบบประกาศเสียงตามสาย : ในโรงงาน, มัสยิด, โบสถ์, หรือในหมู่บ้าน
งานกลางแจ้ง : สำหรับการกระจายเสียงในพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่
การติดตั้งในรถยนต์ : สำหรับการประกาศข่าวสาธารณะ หรือหาเสียง
แนวคิดการใช้ฮอร์นเพื่อขยายเสียงมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ผู้ที่นำหลักการนี้มาใช้ในเชิงวิทยาศาสตร์และได้รับสิทธิบัตรเกี่ยวข้องกับลำโพงฮอร์นสมัยใหม่เป็นคนแรกคือ Werner von Siemens ในปี 1877
คุณสมบัติและการใช้งาน
ดังที่ได้กล่าวข้างต้น ลำโพงฮอร์นนับเป็นลำโพงที่เน้นประสิทธิภาพสูงในการกระจายเสียงให้ดังและไปได้ไกล ด้วยการมีคุณสมบัติเด่นคือ ประสิทธิภาพในการเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานเสียงสูงมาก (High Efficiency) ทำให้ได้ระดับความดังเสียง (SPL) ที่สูงกว่าลำโพงทั่วไป โดยมีปากฮอร์นทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมทิศทางเสียง ทำให้เสียงพุ่งตรงและเดินทางไปได้ในระยะไกล เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนกับการเอามือป้องปาก ซึ่งช่วยควบคุมทิศทางเสียงของเราให้พุ่งไปข้างหน้า โดยไม่กระจายไปด้านข้างอย่างสูญเปล่า
ส่วนประกอบของลำโพงฮอร์น
โดยทั่วไปในเชิงพาณิชย์ ลำโพงฮอร์นสามารถแบ่งตามส่วนประกอบหลักได้ดังนี้ :
ลำโพงฮอร์นแบบครบชุด : เป็นลำโพงฮอร์นที่มีทั้งปากฮอร์น (Horn Flare) และยูนิตฮอร์น (Driver Unit) ประกอบมาด้วยกันพร้อมใช้งาน มักทำจากวัสดุทนทานเช่น อะลูมิเนียมเคลือบสีอย่างดี เพื่อให้ทนทานต่อสภาพอากาศ
ตัวขับเสียง (Driver Unit) : เป็นส่วนประกอบภายในที่สร้างคลื่นเสียงความถี่สูง (High-Frequency Sound Waves) ซึ่งจำหน่ายแยก เพื่อนำไปประกอบกับปากฮอร์นขนาดต่างๆ ตามความต้องการใช้งาน
ปากฮอร์น (Horn Flare) : คือ ส่วนที่เป็นรูปแตรหรือปากบานออก เป็นรูปทรงโค้ง หรือ ทรงตรงๆ แล้วแต่ทฤษฎีการออกแบบ ทำหน้าที่ช่วยขยายและควบคุมทิศทางเสียงจากตัวขับเสียง มักมีขนาดและรูปทรงที่หลากหลาย
ทั้งนี้ตัวขับเสียง (Driver Unit) สำหรับลำโพงฮอร์น มักจะเป็นตัวขับเสียงที่มีลักษณะเป็น Compression Driver เพื่อทำหน้าที่สร้างคลื่นเสียงและ “บีบอัด” (Compressed) คลื่นเสียง (เฉพาะอย่างยิ่งความถี่สูง) ให้มีความดันสูง ก่อนปล่อยเข้าสู่ปากฮอร์น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความดังของเสียง ดังนั้น Compression Driver จึงเป็นส่วนประกอบสำคัญที่อยู่ด้านหลังลำโพงฮอร์น
Compression Driver ประกอบด้วยชิ้นส่วนหลักที่ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างเสียงที่มีประสิทธิภาพสูง ได้แก่
ไดอะแฟรม (Diaphragm) : มีลักษณะเป็นแผ่นโลหะ หรือพลาสติกน้ำหนักเบา (เช่น ไทเทเนียม, อะลูมิเนียม, หรือเบริลเลียม) ที่สั่นตามสัญญาณเสียงที่ได้รับจากวอยซ์คอยล์
วอยซ์คอยล์ (Voice Coil) : คือ ส่วนของขดลวดที่ติดอยู่กับไดอะแฟรม เมื่อได้รับสัญญาณไฟฟ้าจากเครื่องขยายเสียง จะเกิดการสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าไปกระทำกับแม่เหล็กถาวร ทำให้ไดอะแฟรมเคลื่อนที่ เกิดเป็นคลื่นเสียง
แม่เหล็ก (Magnet) : สร้างสนามแม่เหล็กถาวรสำหรับให้วอยซ์คอยล์เคลื่อนที่ตัดผ่าน ซึ่งในไดรเวอร์คุณภาพสูงในยุคปัจจุบันมักใช้แม่เหล็กนีโอไดเมียม (Neodymium) เพื่อให้ได้กำลังแม่เหล็กที่แรงเป็นพิเศษ
เฟสปลั๊ก (Phase Plug) : เป็นชิ้นส่วนที่มีช่อง หรือสล็อตอยู่ด้านหน้าไดอะแฟรม ทำหน้าที่ควบคุมคลื่นเสียงที่เกิดจากส่วนต่างๆ ของไดอะแฟรมให้เดินทางมาถึงจุดรวมเดียวกันก่อนเข้าสู่ปากฮอร์น เพื่อให้คลื่นเสียงเสริมกันและลดความเพี้ยน
ช่องคอ (Throat) : ช่องเปิดขนาดเล็กที่เชื่อมต่อระหว่าง Compression Driver กับปากฮอร์น ทำหน้าที่เป็นจุดบีบอัดอากาศเพื่อเพิ่มความดันเสียง
หลักการทำงานของช่องคอ (Throat) คือ พื้นที่หน้าตัดของไดอะแฟรมมีขนาดใหญ่กว่าช่องคอมาก เมื่อไดอะแฟรมสั่น จะเกิดการอัดอากาศอย่างรุนแรงที่ช่องคอ ทำให้เกิดความดันเสียงสูงมาก (High Sound Pressures) ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “Compression” Driver
กลไกการบีบอัดเสียงในลักษณะนี้มีข้อดีหลักคือ ประสิทธิภาพสูง : สามารถสร้างระดับความดังเสียง (SPL) ได้สูงมากโดยใช้กำลังขับเพียงเล็กน้อย *ส่งเสียงได้ไกล : แรงดันเสียงที่สูงและทิศทางเสียงที่ถูกควบคุมด้วยฮอร์น ช่วยให้เสียงเดินทางได้ไกลและชัดเจน*ทนทาน : ออกแบบมาสำหรับการใช้งานที่ต้องการความดังสูงและต่อเนื่อง จึงมักมีความทนทานสูงกว่าลำโพงทั่วไป
โดยสรุป Compression Driver จึงนับเป็นหัวใจสำคัญของลำโพงฮอร์น ที่ทำให้ระบบเสียงฮอร์นมีประสิทธิภาพโดดเด่นในการกระจายเสียงที่ดังและชัดเจนในระยะทางที่เสียงเคลื่อนที่ไปได้ไกลๆ ด้วยค่าความผิดเพี้ยนที่ต่ำ
ข้อดีที่โดดเด่นเหนือลำโพงประเภทอื่นของลำโพงฮอร์น (Horn Speaker)
– ประสิทธิภาพการส่งพลังงานเสียงสูง (High Efficiency) : สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นเสียงได้มากกว่าลำโพงทั่วไปถึง 10 เท่า ทำให้ได้ความดังที่สูงมากโดยใช้กำลังขับ (วัตต์) จากเครื่องขยายเสียงเพียงไม่ต้องมากนัก
– ส่งเสียงได้ไกลและพุ่งตรง (Long Throw & Focused Sound) : ปากฮอร์นช่วยควบคุมทิศทางเสียงให้พุ่งไปในทิศที่ต้องการ และเดินทางได้ไกลกว่า 100 เมตร เหมาะสำหรับการประกาศในพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น สนามกีฬา หรือหมู่บ้าน
– ความชัดเจนของเสียงพูด (Voice Clarity) : ถูกออกแบบมาให้เน้นเสียงในย่านความถี่กลางและสูง ซึ่งเป็นช่วงเสียงพูดของมนุษย์ จึงช่วยให้ได้ยินประกาศได้ชัดเจนแม้ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงรบกวนสูง
– ความทนทานต่อสภาพอากาศ (Weatherproof) : มักผลิตจากวัสดุที่ทนทาน เช่น อะลูมิเนียมหรือพลาสติกชนิดพิเศษ และมีระดับการป้องกัน (IP Rating) ที่ทนได้ทั้งแดด ฝน และฝุ่น จึงใช้งานกลางแจ้งได้ยาวนาน
– ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว : เนื่องจากใช้กำลังไฟน้อย ทำให้ไม่เปลืองพลังงานและลดความเครียดของระบบเครื่องขยายเสียง อีกทั้งยังมีความทนทานสูงจึงไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย
แต่กระนั้น ลำโพงฮอร์นส่วนใหญ่ก็มักจะมีข้อด้อยที่เป็นข้อควรทราบว่า แม้จะเสียงดังและส่งได้ไกล แต่ลำโพงฮอร์นส่วนใหญ่จะไม่เน้นการถ่ายทอดเสียงเพลงที่มีความละเอียดสูง (Hi-Fi) หรือเสียงเบสที่หนักแน่น เนื่องจากขีดจำกัดด้านการตอบสนองความถี่
ดังนั้นลำโพงฮอร์นส่วนใหญ่จึงมีความแตกต่างหลักระหว่างลำโพงฮอร์นและลำโพงทั่วไป (เช่น ลำโพงแบบตู้หรือลำโพงติดผนัง) อยู่ที่เรื่องของประสิทธิภาพ, ความดัง และลักษณะการกระจายเสียง ซึ่งทำให้รูปแบบลำโพงทั้งสองประเภทเหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน
สรุปความแตกต่าง
ลำโพงฮอร์น ทำหน้าที่เหมือน “ปากแตร” หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “หม้อแปลงอะคูสติก” ที่เพิ่มความดังและควบคุมทิศทางเสียง ทำให้เหมาะกับงานที่ต้องการความดังและระยะไกล เช่น การประกาศเสียงตามสาย
ลำโพงทั่วไป (เช่น ลำโพงในบ้าน) ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างเสียงที่มีความสมดุล ตอบสนองความถี่ได้กว้าง (รวมถึงเสียงเบส) และกระจายเสียงให้ครอบคลุมพื้นที่รับฟัง (เช่น ภายในห้องฟัง) ไม่เน้นความดังสูงสุดหรือระยะไกลเท่าลำโพงฮอร์น
ตารางต่อไปนี้สรุปความแตกต่างที่สำคัญระหว่างลำโพงฮอร์นและลำโพงทั่วไป :
| คุณสมบัติ | ลำโพงฮอร์น (Horn Speaker) | ลำโพงทั่วไป (Conventional Speaker) |
| ประสิทธิภาพ (Efficiency) | สูงมาก (เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นเสียงได้ดี) | ต่ำถึงปานกลาง |
| ระดับความดัง (SPL) | ดังมาก แม้ใช้กำลังขับต่ำ (น้อยกว่า 1 วัตต์) | ต้องใช้กำลังขับสูงเพื่อค่าความดังเสียงที่เท่ากัน |
| ระยะการกระจายเสียง | ไกลมาก เสียงพุ่งตรงและควบคุมทิศทางได้ดี | ระยะใกล้ถึงปานกลาง เสียงกระจายกว้างกว่า |
| คุณภาพเสียง (ความถี่) | เน้นเสียงกลาง-แหลมชัดเจน เสียงเบสอาจไม่ลึก | ตอบสนองความถี่ได้กว้างและสมดุลกว่า (มีเบส) |
| ความทนทาน | มักผลิตมาเพื่อทนทานต่อสภาพอากาศ (กลางแจ้ง) | ส่วนใหญ่ใช้ภายในอาคาร ไม่กันน้ำ/แดด |
| การใช้งานหลัก | ระบบประกาศ, งานกลางแจ้งขนาดใหญ่, สนามกีฬา | ฟังเพลงในบ้าน, ห้องประชุม, ร้านอาหาร, คอนเสิร์ตในร่ม |
จุดเริ่มต้นและการพัฒนา
Werner Von Siemens : ในปี 1877 เขาได้ยื่นจดสิทธิบัตร “Mobile Coil Transformer” ซึ่งเป็นการอธิบายถึงลำโพงต้นแบบที่มีไดอะแฟรมรูปกรวย พร้อมด้วยฮอร์นแบบ เอ็กซ์โพเนนเชียล (Exponential Horn)
Thomas Edison : ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน (ประมาณปี 1877) โทมัส เอดิสัน ก็ได้ใช้หลักการของฮอร์นในเครื่องเล่นแผ่นเสียง (Phonograph) ของเขาเช่นกัน โดยใช้ฮอร์นทองแดงเพื่อขยายเสียงจากการสั่นของเข็มที่ครูดไปบนร่องเสียง
การพัฒนาลำโพงฮอร์นในยุคแรกเริ่มยังคงเน้นที่การขยายเสียงโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า จนกระทั่งมีการพัฒนาเครื่องขยายเสียงแบบหลอดในศตวรรษที่ 20 จึงมีการนำลำโพงฮอร์นมาใช้ร่วมกับระบบไฟฟ้า เพื่อสร้างเสียงที่ดังเพียงพอสำหรับโรงภาพยนตร์, วิทยุกระจายเสียง และพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ แบรนด์ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันลำโพงฮอร์นเข้าสู่ตลาดไฮ-ไฟและระบบเสียงระดับมืออาชีพในยุคต่อมา ได้แก่ :
Western Electric และ Klangfilm : บริษัทเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการออกแบบลำโพงฮอร์นที่โดดเด่นสำหรับโรงภาพยนตร์ในช่วงปลายทศวรรษ 1920
Klipsch : Paul W. Klipsch ผู้ก่อตั้ง Klipsch Audio Technologies ในปี 1946 เป็นผู้บุกเบิกคนสำคัญในการใช้การออกแบบ แบบฮอร์นโหลด (Horn-Loaded Designs) เพื่อประสิทธิภาพที่สูงและเสียงรบกวนต่ำ โดยมีรุ่น Klipschorn เป็นรุ่นเรือธงที่ผลิตด้วยมือในยุคแรกเริ่ม
ดังนั้นจึงไม่มีแบรนด์เดียวที่ถือเป็น “ต้นแบบ” อย่างชัดเจน แต่ Siemens เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ ส่วนแบรนด์อย่าง Klipsch และอื่นๆ ได้นำมาพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์จนกลายเป็นที่รู้จักในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ในยุคปัจจุบันมีลำโพงแบรนด์ใหม่ๆ ระดับไฮ-เอนด์ ต่างพากันออกลำโพงฮอร์นเต็มรูปแบบกัน หรือไม่อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีส่วนของปากฮอร์นเข้าไปประกอบกัน แม้ว่า แนวคิดของลำโพงฮอร์นและลำโพงไฮ-เอนด์ (High-End Audio) นั้น นับว่า มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยมักจะถูกมองว่าเป็นขั้วตรงข้ามกันในโลกของเครื่องเสียงเสียด้วยซ้ำ
ในอดีต ลำโพงฮอร์นถูกมองว่าให้เสียงที่ “กระด้าง” หรือ “พุ่ง” เกินไป ไม่เหมาะกับการฟังเพลงแบบผ่อนคลายในบ้าน ด้วยแนวคิดของลำโพงฮอร์นที่เน้นประสิทธิภาพและความดัง ในขณะที่แนวคิดลำโพงไฮ-เอ็นด์เน้นที่ความเที่ยงตรงและความสมจริง
ลำโพงไฮ-เอนด์ เป็นระบบเสียงที่มุ่งเน้นไปที่การสร้างเสียงที่มีความเที่ยงตรง (Fidelity) และความสมจริง (Realism) สูงสุด โดยมีเป้าหมายคือ การถ่ายทอดรายละเอียดของดนตรีทุกแง่มุมออกมาให้เหมือนกับการแสดงสดมากที่สุด ภายใต้ปัจจัยสำคัญในแนวคิดความเป็นลำโพงไฮ-เอนด์ ได้แก่ :-
การตอบสนองความถี่ที่ราบเรียบ (Flat Frequency Response) : เสียงเบสต้องลึก กลางต้องชัด แหลมต้องใส และไม่มีการปรุงแต่ง
ความเพี้ยนต่ำมาก (Ultra-low Distortion) : ลดเสียงรบกวนและคลื่นฮาร์โมนิกที่ไม่ต้องการออกไป
มิติเสียงและอิมเมจ (Soundstage & Imaging) : ความสามารถในการระบุตำแหน่งเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นในพื้นที่
วัสดุและงานประกอบระดับพรีเมียม : ใช้วัสดุที่ดีที่สุดในการสร้างตู้ลำโพงและไดรเวอร์
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันได้มีผู้ผลิตลำโพงไฮ-เอนด์บางรายที่นำหลักการฮอร์นมาประยุกต์ใช้เพื่อรวมข้อดีทั้งสองเข้าด้วยกัน :
ประสิทธิภาพสูงแบบไฮ-เอนด์ : โดยการออกแบบปากฮอร์นด้วยรูปทรงทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนและแม่นยำ (เช่น Exponential, Tractrix) เพื่อให้ได้ความดังที่สูงแต่ยังคงรักษาความราบเรียบของความถี่เสียง
เสียงที่ “มีชีวิตชีวา” โดยที่ผู้ฟังบางกลุ่มชื่นชอบประสิทธิภาพสูงของฮอร์น เพราะให้เสียงที่ฟังดูมีพลัง (Dynamics) และเหมือนจริงกว่าลำโพงทั่วไปที่ใช้กำลังขับเยอะๆ
สรุป : ลำโพงฮอร์นดั้งเดิมเน้นประโยชน์ใช้สอยภายนอกบ้าน หรือกลางแจ้ง ส่วนแนวคิดไฮ-เอนด์เน้นคุณภาพเสียงในห้องฟัง แต่ก็มีลำโพงไฮ-เอนด์ชั้นยอดหลายรุ่นที่ใช้ “เทคโนโลยีฮอร์น” เป็นแกนหลักในการออกแบบเพื่อให้ได้เสียงที่มีประสิทธิภาพสูงและสมจริงที่สุด
จุดอ่อนหลักของลำโพงฮอร์นคือ ความสมดุลทางเสียง และ ความเหมาะสมในการใช้งาน หากนำไปใช้ผิดประเภท เช่น พยายามใช้ฟังเพลงคลาสสิกในบ้าน ลำโพงฮอร์นทั่วไปจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านคุณภาพเสียงได้ดีเท่าลำโพงที่ออกแบบมาเพื่อฟังเพลงโดยเฉพาะ
ซึ่งในทัศนะทางเทคโนโลยีและวิศวกรรมเสียง…อนาคตของลำโพงฮอร์นในปี 2026 กำลังวิวัฒนาการไปสู่ 3 ทิศทางหลัก ดังนี้ครับ :
1. การผสาน AI และ DSP (Digital Signal Processing)
ในอนาคตอันใกล้ เราจะเห็นลำโพงฮอร์นที่ “ฉลาด” ขึ้น โดยการใช้ชิปประมวลผลสัญญาณดิจิทัล (DSP) มาแก้จุดด้อยดั้งเดิม :
การปรับจูนความถี่อัตโนมัติ : AI จะช่วยชดเชยย่านเสียงที่ขาดหายไป (เช่น เสียงเบส) และลดความเพี้ยนของเสียงที่พุ่งเกินไป ทำให้ลำโพงฮอร์นรุ่นใหม่ให้เสียงที่ “นุ่มนวล” และมีความเป็นดนตรีมากขึ้น
Beamforming Technology : การใช้เทคโนโลยีควบคุมทิศทางเสียงแบบดิจิทัล ทำให้สามารถเจาะจงส่งเสียงไปยังจุดที่ต้องการได้แม่นยำยิ่งขึ้น ลดการรบกวนในพื้นที่ข้างเคียง
2. วัสดุศาสตร์และงานดีไซน์ระดับ High-End
ลำโพงฮอร์นจะกลับมาได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดเครื่องเสียงบ้านระดับพรีเมียม (Hi-End) ด้วยเหตุผลด้านประสิทธิภาพ :
วัสดุคอมโพสิตและคาร์บอนไฟเบอร์ : การใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ความละเอียดสูงและวัสดุสมัยใหม่ช่วยให้สามารถสร้าง “ปากฮอร์น” ที่มีรูปทรงทางคณิตศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบ (เช่น Tractrix หรือ Spherical) เพื่อลดความเพี้ยนและขยายช่วงการตอบสนองความถี่ให้กว้างขึ้น
การประหยัดพลังงาน : ในโลกที่เน้นความยั่งยืน ประสิทธิภาพที่สูงมากของฮอร์น (High Sensitivity) จะตอบโจทย์เทรนด์การใช้พลังงานสะอาด และแอมปลิฟายเออร์ขนาดเล็กแต่ให้คุณภาพสูง
สรุปส่งท้าย
ลำโพงฮอร์นส่วนใหญ่ในตลาด (โดยเฉพาะรุ่นราคาประหยัด) มักจะมีช่วงการตอบสนองความถี่จำกัด : ถูกออกแบบมาให้เน้นย่านเสียงกลางและความถี่สูง เพื่อให้เสียงพูดชัดเจน ทำให้เสียงเบส (Low Frequency) ขาดหายไปอย่างสิ้นเชิง
เสียงกระด้าง/พุ่ง (Harshness) : การออกแบบฮอร์นที่ไม่ซับซ้อน อาจทำให้เสียงที่ออกมามีความแหลมคม พุ่งเข้าหาผู้ฟังมากเกินไป และอาจฟังดูแข็งกระด้างเมื่อเปิดเสียงดังมากๆ เป็นเวลานาน
การควบคุมทิศทางเสียง (Directivity) : แม้จะเป็นข้อดีของลำโพงแบบฮอร์นในงานประกาศ แต่ในงานที่ต้องการเสียงครอบคลุมพื้นที่กว้างๆ อย่างสม่ำเสมอ ลำโพงฮอร์นอาจมีปัญหาเรื่อง “จุดอับเสียง” (Dead spots) หรือบริเวณที่เสียงดังไม่เท่ากันในพื้นที่
ขนาดที่ใหญ่เทอะทะ : การทำให้ประสิทธิภาพสูงจำเป็นต้องมี “ปากฮอร์น” ที่มีขนาดใหญ่ตามหลักฟิสิกส์ ทำให้การติดตั้งในบางพื้นที่จำกัดทำได้ยาก ไม่สวยงาม หรือเกะกะพื้นที่
ความเพี้ยนของเสียง (Distortion) : ในบางดีไซน์ หากไม่ได้ออกแบบมาอย่างดี เมื่อเปิดเสียงดังเกินขีดจำกัด อาจเกิดความเพี้ยนทางอะคูสติกภายในปากฮอร์นได้ง่ายกว่าลำโพงทั่วไป
ทั้งนี้ในมุมมองส่วนตัว ลำโพงฮอร์นในอนาคตจะก้าวข้ามขีดจำกัดเรื่อง “เสียงดังแต่ไม่เพราะ” ไปสู่การเป็นอุปกรณ์กระจายเสียงที่มี ความแม่นยำสูง (High Precision) และ มีความเป็นอัจฉริยะ (Intelligence) ซึ่งจะยังคงเป็นเทคโนโลยีที่ไม่มีลำโพงประเภทใดมาทดแทนได้ในแง่ของประสิทธิภาพพลังงาน และระยะการส่งเสียงที่ไกล
…………………………………………………
