What HI-FI? Thailand

Alon Wolf (อลอน วูล์ฟ) แห่ง Magico อ้างว่า ลำโพงส่วนใหญ่สร้างเสียงเบสปลอม (Fake Bass) ด้วยการออกแบบอย่างที่เขาเลิกใช้ไปเมื่อ 22 ปีที่แล้ว

Alon Wolf เป็นผู้ก่อตั้ง Magico บริษัทในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งขายลำโพงในราคา 10,800 ถึง 750,000 ดอลลาร์ต่อคู่ กล่าวหาว่า ลำโพงส่วนใหญ่ในตลาดโกหกเรื่องเสียงเบส…เขาใช้เวลา 22 ปีในการสร้างตู้ลำโพงแบบปิดสนิท (Sealed Enclosures) ในขณะที่บริษัทลำโพงส่วนใหญ่ในท้องตลาด “เจาะรู” ในตู้ลำโพงของพวกเขา “รู” เหล่านั้นเรียกว่า พอร์ต (Port) หรือ ท่อเปิดระบายอากาศ ซึ่ง Wolf ถือว่า มันเป็นบาปติดตัวของการออกแบบลำโพง เขาอธิบายว่า “อย่างที่อาจารย์ฟิสิกส์ของผมเคยพูดไว้ว่า ถ้ามีรูในถังน้ำ ไม่ว่าคุณจะเทน้ำลงไปมากแค่ไหน มันก็รั่วอยู่ดี”

การวัดค่า (Measurements) ของเขาสนับสนุนคำพูดของเขาในระดับหนึ่ง แต่หลักฟิสิกส์โดยรวมบอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างออกไป เขาเรียกสิ่งนี้ว่า “บาปดั้งเดิมของการออกแบบลำโพง และมีข้อมูลการวัด เพื่ออธิบายว่าทำไม?” (He calls it the original sin of loudspeaker design and has the measurements to explain why.)

…เป็นที่รู้กันดีว่า หูมนุษย์รับรู้เสียงความถี่ต่ำได้แย่ที่สุดในช่วงย่านความถี่ที่คนเราสามารถรับฟังได้ ประเด็นเรื่องเบสจึงเป็นที่ถกเถียงกันมาช้านาน ตู้ลำโพงหลากหลายแบบจึงได้รับการพัฒนาขึ้นมานับแต่ยุคแรกๆ ด้วยประเด็นสำคัญของการส่งมอบเรื่องความถี่ต่ำเป็นหลัก

ผลการวัดค่าตัวเลข dB บ่งบอกถึงความแตกต่าง ตู้ลำโพงแบบปิดสนิท (Sealed Enclosures) จะลดทอนเสียงเบสลง 12 เดซิเบลต่ออ็อกเทฟ ต่ำกว่าความถี่จุดตัด (Cutoff Frequency) ส่วนลำโพงแบบมีช่องระบายอากาศ (Ported Enclosures) จะลดทอนเสียงเบสลง 24 เดซิเบลต่ออ็อกเทฟ ต่ำกว่าเส้นนั้น ลำโพงแบบปิดสนิทจะยังคงเล่นต่อไปได้ ส่วนลำโพงแบบมีช่องระบายอากาศ เสียงเบสจะลดลง (Roll Off) อย่างรวดเร็ว

Wolf อ้างว่า ที่ความถี่ 20 เฮิรตซ์ การออกแบบตู้ปิดจะให้เอาต์พุตมากกว่าแบบมีช่องระบายอากาศถึง 12 เดซิเบล ในขณะที่ผู้ฟังส่วนใหญ่จะยืนยันว่า ลำโพงแบบมีช่องระบายอากาศมีเสียงเบสมากกว่า (More Bass) แต่ Wolf กล่าวว่า พวกเขากำลังสับสนระหว่างความโดดเด่นของเสียงกับความจริง (They’re confusing a hump with honesty)

การออกแบบที่มีช่องระบายอากาศยังทำให้เกิดอาการหน่วง หรือ ความล่าช้าของกลุ่มความถี่ (Group Delay) ซึ่งความถี่ต่าง ๆ จะออกจากลำโพงในเวลาที่ต่างกันเล็กน้อย แทนที่จะมาถึงพร้อมกัน เสียงเบสจึงกระจายตัวไม่ชัดเจน (Smear)

Wolf ยังบอกว่า อาการหน่วง (Delay) นั้น “ขยายไปได้ค่อนข้างสูง” (Extends Quite High) และไปถึง “ช่วงเสียงกลางต่ำ” (Mid-Bass) ในทางเทคนิคแล้ว โน้ตเหล่านั้นไม่ได้ผิดเพี้ยน เพียงแต่ “เบลอ” เท่านั้น

Wolf ระบุว่า เขาได้ทดสอบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ในช่วงต้นอาชีพของเขา โดยได้ซื้อลำโพงตั้งพื้นของยุโรปที่ติดตั้งตัวกระจายเสียงแบบพาสซีฟ (Passive Radiator) และเริ่มถอดชิ้นส่วนระบบโหลดเสียงเบส (Bass Loading) ออกทีละชิ้น จากนั้นเขาได้ลองปรับแต่งลำโพงตัวนั้น, สร้างมันขึ้นมาใหม่ (Rebuilt It) และยิ่งแดมป์ (Damped) มากเท่าไหร่ เสียงก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น

ในที่สุดเขาก็ถอดตัวกระจายเสียงแบบพาสซีฟ (Passive Radiator) ออกไปทั้งหมด และปิดกั้นช่องว่างนั้น (Blocked It) แล้วปรากฏว่า ได้ยินรายละเอียดยิ่งขึ้น คุณได้ยินความเป็นเชิงเส้นแท้จริง (Linearity) ซึ่งจากการทดลองนั้นกลายเป็นความเชื่อมั่น และปฏิกิริยาจากผู้ฟังก็คงที่มาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา…เขากล่าว

กระนั้น Wolf ก็ระบุว่า เมื่อผู้คนได้ฟังผลิตภัณฑ์ของ Magico พวกเขามักถามว่า “เสียงเบสอยู่ไหน? ซึ่งนั่นเป็นเพราะมันไม่มีพลังงานส่วนเกินที่มากเกินไปในย่านเสียงต่ำ” วูล์ฟกล่าว

แต่หลักฟิสิกส์เดียวกันที่สนับสนุนการวัดของ Wolf ก็มีข้อโต้แย้งที่บั่นทอนการวัดค่า (Measurements) เหล่านั้นด้วยเช่นกัน

The Math That Undermines the Argument (คณิตศาสตร์ที่บั่นทอนข้อโต้แย้ง)

…ลองใช้ลำโพงแบบตู้ปิดสนิทแล้วปรับ EQ เสียงเบสให้ตรงกับลำโพงแบบมีช่องระบายอากาศ ถ้าวูล์ฟพูดถูก ลำโพงแบบปิดสนิทควรจะวัดค่าความหน่วงของกลุ่ม (Group Delay) ได้น้อยกว่า…

ทั้งนี้ฟอรัมด้านวิศวกรรมเสียง DIY (DIY Audio Engineering Forum) แห่งหนึ่งได้ทดสอบเรื่องนี้โดยการจำลองไดรเวอร์ที่เหมือนกันในตู้ลำโพงทั้งสองแบบ เมื่อการตอบสนองความถี่ตรงกัน การหน่วงเวลาของกลุ่มก็ตรงกันด้วย การวิเคราะห์สรุปว่า “ค่าความทิ้งตัวที่ลาดชันก็คือ ความสูงชัน ไม่ว่าคุณจะนำไปใช้ในรูปแบบใดก็ตาม” (Steep slope is steep slope no matter how you implement it, the analysis concluded.) “ถ้าคุณปรับ EQ ให้เหมือนกัน การหน่วงเวลาของกลุ่มก็จะเหมือนกันด้วย” สมาชิกคนหนึ่งในฟอรัม ASR ระบุไว้

สิ่งที่ Wolf เรียกว่า เบสแน่น (Tight Bass) อาจเป็นเพียงเบสที่น้อยกว่า ซึ่งตู้ลำโพงแบบปิดให้เสียงที่สะอาดกว่า เพราะมันไม่ได้พยายามสร้างความถี่ที่เกิดการหน่วงเวลาของกลุ่ม โดยพื้นฐานแล้วมีเอาต์พุตและการหน่วงเวลาน้อยกว่าสำหรับลำโพงตู้ปิด แต่เราไม่สามารถเรียกสิ่งนั้นว่า ‘ความเหนือกว่า’ (Superiority) ได้จริง ๆ

…แล้วมีใครได้ยินเสียงนั้นจริง ๆ บ้างไหม?

แม้จะไม่คำนึงถึงเรื่อง EQ ตัวเลขความหน่วงดิบ (Raw Delay) ก็ยังน้อยอยู่ ทั้งนี้ Blauert and Laws ได้ทำการทดสอบการได้ยินความหน่วงแบบกลุ่มไว้ในปี 1978 แต่ความถี่ต่ำสุดที่พวกเขาวัดได้คือ 500 เฮิรตซ์ อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่เคยวัดช่วงเสียงเบสซึ่งเป็นช่วงที่วูล์ฟกล่าวอ้างเลย

ในขณะเดียวกัน ค่าเกณฑ์ที่คาดการณ์ไว้ที่ 20 เฮิรตซ์ ชี้ให้เห็นว่าค่าหน่วงเวลาอยู่ที่ประมาณ 25 มิลลิวินาที (25 ms) ลำโพงแบบมีช่องระบายอากาศที่ออกแบบมาอย่างดีที่ความถี่ดังกล่าวจะสร้างค่าหน่วงเวลาประมาณ 0.338 ไซเคิล (0.338 Cycles Of Delay) ซึ่งต่ำกว่าค่าสูงสุดนั้นมาก

อย่างไรก็ตาม การทดสอบหนึ่งได้ให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม การทดลอง ABX ของ Kvalsvoll พบว่า มีความล่าช้า หรืออาการหน่วงของ Group Delay ที่ได้ยินได้ในความถี่เสียงเบสอยู่ที่ 20 มิลลิวินาที แต่กระนั้นการทดลองนี้เกี่ยวข้องกับผู้ฟังเพียงคนเดียว และความล่าช้า หรือการหน่วงเวลาที่ถูกสร้างขึ้นมา ไม่ใช่พฤติกรรมตามธรรมชาติของลำโพงในห้อง ข้อมูลจึงคลุมเครืออย่างแท้จริง

ไม่ว่า “ได้ยินตลอด” (Always Audible) และ “ไม่ได้ยินเลย” (Never Audible) ที่ต่างก็ไม่สามารถยืนยันได้ แม้กระทั่งคำถามเรื่องความชัดเจนของการได้ยิน ก็อาจไม่ใช่คำถามที่ถูกต้องเสียด้วยซ้ำ

Dr. Floyd Toole อดีตรองประธานฝ่ายวิศวกรรมเสียงของ Harman International ได้เปลี่ยนมุมมองในการถกเถียงเรื่องนี้…จากงานวิจัยของเขาพบว่า เสียงเบสคิดเป็นประมาณ 30% ของคะแนนคุณภาพเสียงโดยรวม และสิ่งที่ขับเคลื่อนคะแนนเหล่านั้นคือ ความสามารถในการเล่นเสียงเบสในระดับต่ำสุดของลำโพงนั้น ไม่ใช่กระบวนการที่เสียงเบสไปถึงระดับนั้น (And what drives those ratings is how low a speaker plays, not how it gets there) พูดง่ายๆ ว่า “เน้นผลลัพธ์มากกว่าวิธีการ”-ดังนั้นเราจึงเน้นที่แบนด์วิดท์ ไม่ใช่ความกระหึ่มของเสียง (So we go for bandwidth, not boom) Toole กล่าว…

ซึ่งนั่นขัดแย้งกับกรอบความคิดของวูล์ฟ หากการยืดขยาย-ทอดตัวยาว (Extension) คือ สิ่งที่สำคัญ, แนวคิด-วิธีการ (Topology) ใดที่ให้การดังกล่าวนั้นได้มากกว่าก็จะเป็นผู้ชนะ

เนื่องจากข้อมูลการวัดค่า และการได้ยินยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจน (Inconclusive) จึงเป็นประโยชน์ที่จะดูว่า นักออกแบบที่มีประสบการณ์ได้จัดการกับข้อได้-ข้อเสียนี้ในทางปฏิบัติอย่างไร

…แล้วนักออกแบบผู้มากประสบการณ์พิจารณาเปรียบเทียบระบบตัวตู้แบบปิดสนิท กับแบบมีช่องระบายอากาศอย่างไรกัน?

Laurence Dickie คือ หนึ่งในตัวอย่างที่เกี่ยวข้องมากที่สุด เขาออกแบบลำโพง Nautilus ของ B&W ซึ่งเป็นลำโพงแบบ ตู้ปิดที่โด่งดังที่สุดรุ่นหนึ่ง แต่ต่อมาเขาเลือกใช้ระบบโหลดเบสแบบมีช่องระบายอากาศ (Ported Bass Loading) สำหรับลำโพงซีรีส์ Giya ของ Vivid Audio

เรื่องนี้สำคัญเพราะ Dickie ตระหนักถึงปัญหาเดียวกันกับที่ Wolf วิจารณ์ นั่นคือ ส่วนที่ค้าง (Overhang) ซึ่งอาจเกิดขึ้นใกล้กับความถี่ในการปรับจูนของพอร์ต ทว่าต่างจาก Wolf ตรงที่เขาถือว่า มันเป็นความท้าทายในการออกแบบมากกว่าข้อบกพร่องร้ายแรงในแนวคิด-วิธีการ (Topology) เอง

“ระบบตู้เปิด (Bass Reflex) นั้นปรับแต่งให้เหมาะสมได้ยากกว่า (More difficult to get right) และเมื่อวิธีการปรับแต่งระบบโดยรวมยังไม่สมบูรณ์แบบ ผลที่ได้ อาจเป็นเสียงที่ค้าง (Overhang) อยู่ที่ช่องระบายอากาศ” Dickie ได้กล่าวไว้

ในขณะที่ Wolf มองเห็นเหตุผลที่จะละทิ้งพอร์ตโดยสิ้นเชิง Dickie กลับมองเห็นปัญหาทางวิศวกรรม พร้อมวิธีแก้ไขทางวิศวกรรม เขาปรับแต่งการโหลดเสียงเบสของ Giya ให้มีความราบเรียบในโดเมนเวลา (Time Domain) โดยมุ่งเป้าไปที่การตอบสนองแบบตัดกรองคล้าย Bessel (Bessel-like Filter) ซึ่งช่วยขจัดส่วนเกินที่ Wolf มองว่า เป็นข้อเสีย ซึ่งลดทอนคุณภาพเสียง

“เราเลือกใช้ตัวกรองความถี่สูง (High-pass Filter) ที่ตอบสนองย่านความถี่ต่ำให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในโดเมนเวลา (Time Domain)…นั่นเป็นเหตุผลที่ผู้คนพูดถึงความเร็วของเสียงเบสของซีรีส์ Giya “คมชัด กระฉับกระเฉง แต่ไม่เบา โหวงเหวง” (Crisp without being light), Dickie กล่าวเสริม

ซึ่ง Dickie ไม่ใช่คนเดียวลำพังที่คิดแบบนี้ Daryl Wilson ก็เลือกใช้ระบบโหลดเบสแบบมีช่องระบายอากาศสำหรับลำโพงระดับเรือธงของ Wilson Audio ซึ่งมีราคามากกว่า 300,000 ดอลลาร์ต่อคู่…ในราคาขนาดนี้ คุณภาพเสียงเบสที่ด้อยกว่า จึงไม่ใช่สิ่งที่ยอมรับได้

“ในฐานะนักออกแบบ คุณต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง พูดง่ายๆ ก็คือ แต่ละทางเลือกทางวิศวกรรมล้วนมีข้อดี แต่ผู้ออกแบบที่มีประสบการณ์ก็ตระหนักดีว่า ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ (อย่างที่พ่อของผมเคยพูดไว้)” Daryl Wilson เคยกล่าวกับ The Absolute Sound

นักออกแบบที่สร้างหนึ่งในลำโพงที่แพงที่สุดในโลกเลือกใช้พอร์ตู้เปิด (Port) และฉันทามติที่กำลังเกิดขึ้นในแวดวงวิศวกรรมได้ลงเอยที่คำถามที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

Wolf ไม่เพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับการออกแบบลำโพงแบบมีช่องระบายอากาศเท่านั้น แต่เขายังมองว่า อุตสาหกรรมลำโพงส่วนใหญ่เป็นการหลอกลวงอีกด้วย (He considers much of the loudspeaker industry fraudulent.) และเขาก็สนับสนุนความเชื่อมั่นนั้นด้วยอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์, บริษัท Magico ได้ลงทุน 2 ล้านดอลลาร์ ในเครื่องสแกนเสียงระยะใกล้ของ Klippel (Klippel nearfield scanner), เครื่องวัดการสั่นสะเทือนด้วยเลเซอร์ของ Polytec (Polytec laser vibrometer), และห้องฟังเสียงที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ ทั้งนี้ Wolf ยืนยันว่า การวัดค่า (Measurements) ควรเข้ามาแทนที่การประเมินเสียงตามความรู้สึกส่วนตน (Subjective Voicing) อย่างสิ้นเชิง …เป็นใครกันถึงได้มาวิพากย์เสียงลำโพง?” เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการฟังเปรียบเทียบตู้ลำโพงแบบปิดสนิทกับแบบมีช่องระบายอากาศอย่างเป็นทางการ ด้วยการจับคู่ในแง่การตอบสนองความถี่…ข้ออ้างหลักที่อยู่เบื้องหลังความมุ่งมั่น 22 ปของ Wolf ในการใช้ตู้ลำโพงแบบปิดสนิท ยังคงไม่ได้รับการทดสอบด้วยวิธีการที่เขาเองสนับสนุน

ความสม่ำเสมอของเขาตลอดสองทศวรรษ แสดงให้เห็นถึง ความเชื่อมั่นทางวิศวกรรมอย่างแท้จริง มากกว่าการวางตำแหน่งทางการตลาดในระดับราคาของ Magico…การออกแบบแบบตู้ปิดผนึกมีค่าความหน่วงกลุ่ม (Group Delay) ที่ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ว่าความแตกต่างนั้นจะมีผลต่อหูของมนุษย์หรือไม่ เมื่อฟังเพลงจริงในห้องจริง ซึ่งยังไม่มีใครทำการทดลอง…จนกว่าจะมีใครทำเช่นนั้น การถกเถียงก็ยังคงอยู่ตรงที่อาจารย์ฟิสิกส์ของ Wolf ได้ทิ้งไว้ ซึ่งเป็นเพียงคำอุปมาเกี่ยวกับอารมณ์ตื่นเต้นจนล้น (Bucket) ไม่ใช่การวัดค่า (Measurement)

xxxxxxxxxxxxxxx

ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยส่วนตน, ขอบอกว่า เคยใช้ลำโพงทั้งสองแบบนั่นแหละ และสำหรับข้อมูลจำเพาะที่แสดงว่า ตู้ลำโพงแบบปิดสนิท หรือ Acoustic Suspension ได้ความแม่นยำทางเสียงกว่านั้น ‘น่าจะเป็นความจริง’ แต่หูของคนเรามักจะไม่เห็นด้วยกับผลการวัดค่า เปรียบเทียบได้กับที่นักฟังเพลงบางคนยังคงชอบเสียงจากแผ่นเสียงมากกว่าคุณภาพเสียงจากซีดี เพราะมักจะฟังง่ายกว่า เช่นเดียวกับแอมป์หลอดสุญญากาศ แม้ว่าในทางเทคนิคแล้วจะมีค่าเวลาตอบสนอง (Response Time) ช้ากว่าเมื่อวัดด้วยออส

ซิโลสโคป แต่ให้เสียงที่ฟังแล้วไพเราะกว่าแอมป์โซลิดสเตต อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจำเพาะแสดงให้เห็นว่า ในแง่การสร้างเสียงที่แม่นยำนั้น แอมป์หลอดสุญญากาศด้อยกว่าแอมป์โซลิดสเตต

โดยที่ข้อถกเถียงเรื่องลำโพงแบบมีช่องระบายอากาศที่ให้เสียงไม่แม่นยำ และเป็นการโกงกันเรื่องเบสนั้น มีมานานแล้ว…ในยุค 80s บริษัท ADS ไม่เชื่อในดีไซน์แบบมีช่องระบายอากาศ และมองว่าเป็นการไม่ถูกต้อง และถ้าจำไม่ผิด บริษัท PS Audio ก็มีความเห็นในทางเดียวกัน (ชอบลำโพงแบบตู้ปิดมากกว่า)

ซึ่งในแง่ของการรับฟัง คงต้องบอกว่า รู้สึกว่าลำโพงแบบมีช่องระบายอากาศให้เสียงเบสที่อัดแน่น กระแทกกระทั้น กว่าลำโพงแบบตู้ปิด ที่ตอบสนองไปในทางลงลึกล้ำนั้น ทว่าก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมทางดนตรีของผู้ฟังแต่ละคนด้วย ถ้าชอบดนตรีสมัยใหม่ที่เน้นเบสหนัก ๆ แบบอิเล็กทรอนิกส์ ก็คิดว่า ลำโพงแบบมีช่องระบายอากาศจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

กระนั้น, ในความเป็นจริง มันขึ้นอยู่กับว่าอะไรฟังแล้วไพเราะที่สุดสำหรับหูของคุณ โดยมีความสัมพันธ์โดยตรงกับรสนิยมทางดนตรีของคุณเองนั่นแหละ และขอเสริมอีกนิดส่วนตัวว่า เสียงลำโพงที่ดีที่สุดคือ การใช้ตู้ลำโพงแบบปิดสนิท โดยไม่มีการใช้ตัวสร้างเสียงเบสเทียมใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งที่ได้ยินจากลำโพงแบบนั้นคือเสียงเบสเสริม ไม่ใช่เสียงเบสที่แท้จริง และการฟังลำโพงแบบนั้นเป็นเวลานานจะทำให้รู้สึกน่าเบื่อ หรือล้าหู แม้แต่ลำโพงที่มีระบบ ABR (Auxiliary Bass Radiator) หรือที่มักรู้จักกันว่า “Passive Radiator” นั่นเอง (อย่างเช่นที่ใช้ในลำโพงรุ่นเก่าของ KEF และ Celestion)

อีกทั้ง บางคนอาจถามย้อนว่า ถ้าหากลำโพงตู้ปิดนั้นดีจริง ทำไมล่ะ ทุกวันนี้ จึงมีลำโพงน้อยมากๆ ในท้องตลาดที่เป็นลำโพงตู้ปิด ส่วนใหญ่ไม่เป็นลำโพงตู้เปิด ก็มักจะเป็นแบบ Passive Radiator กระทั่ง Transmission-Line (ที่นับว่ามีความซับซ้อนของการออกแบบยิ่งกว่าตู้เปิดธรรมดา)

…ผมก็คงได้แค่บอกว่า เนื่องจากลำโพงตู้ปิดนั้น ไม่มี “ตัวช่วย” ทางเสียงจากตัวตู้ หรือ ท่อเปิด, เสียงที่รับฟังได้นั้น จึงเป็นเสียงจากการทำงานของตัวดอกลำโพงล้วนๆ เสียงดี หรือไม่ดี จึงขึ้นอยู่คุณภาพการทำงานของตัวดอกลำโพงที่เลือกใช้นั้นเอง รวมถึงความแตกฉานในการออกแบบวงจรเน็ตเวิร์กที่ใช้จัดสรร/แบ่งปันช่วงย่านความถี่ให้แก่ดอกลำโพงแต่ละตัวทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว สามารถสร้างความกลมกลืนทางเสียงที่รับฟังได้กลมกลืนกันตลอดทั้งช่วงย่านความถี่เสียงที่หูมนุษย์รับรู้ได้

# สุดท้ายแล้ว ประเด็นเสียงตามที่ได้ฟัง เทียบกับ เสียงที่มาจากตัวเลขที่คำนวณ …ฤาจะสู้เสียงจริงที่ได้ฟังจริงจากดนตรีจริง ๆ

* หลักการทำงาน ABR นั้น ก็คือ “แผ่นช่วยสั่น” ที่เปลี่ยนแรงอัดอากาศในตู้ให้กลายเป็นเสียงเบสที่มีพลัง โดยจะเคลื่อนที่ตามแรงอัดอากาศภายในตู้ลำโพง ขณะที่เกิดการขยับของดอกลำโพงหลัก (Active Driver) เมื่ออากาศถูกผลัก ABR” ก็จะสั่นสะเทือนตามในจังหวะการขยับของดอกลำโพงหลัก จึงช่วยขยายความถี่ต่ำให้ดังและลึกขึ้น

ทั้งนี้ จะว่าไป “ABR” ถูกนำมาใช้แทน “ท่อเปิด” (Port) ในตู้ลำโพง Bass Reflex เพื่อให้ได้เสียงเบสที่หนักแน่น โดยไม่มีเสียงลมหมุนวนในท่อ (Port Noise) รบกวนนั่นเอง

………………………………………………..

Exit mobile version