What HI-FI? Thailand

10 เพลงจาก 10 อัลบั้มที่ฟังเสียงเบสได้ครบเครื่อง ทั้งนุ่มนวล หนักแน่น และทรงพลัง

…จริง ๆ แล้วเรา ๆ ท่าน ๆ ล้วนคุ้นเคยกับบางอัลบั้ม หรือเพลงบางเพลงที่ได้รับการแนะนำสำหรับการใช้ฟังอ้างอิง สำหรับการทดสอบ หรือประเมินสมรรถนะการใช้งานและศักยภาพทางเสียงมาแล้ว รวมไปถึงเรื่องของอัลบั้มที่ได้รับการจัดทำขึ้นเป็นพิเศษ สำหรับการรับฟังในลักษณะเพื่อการเทสต์เรื่องของการตอบสนองเสียงเบสโดยเฉพาะ

ซึ่งหากคุณเบื่อกับอัลบั้มเฉพาะทางแบบนั้น หรืออยากเสาะหาแทร็กทดสอบเสียงเบส ที่แตกต่างไปจากแบบเดิมๆ ขอแนะนำให้ท่านเปิดใจลองฟังแทร็กเหล่านี้ดูบ้าง…ซึ่งแม้จะมิใช่อัลบั้มที่จัดทำเพื่อเน้นโชว์เบส ทว่าโดยส่วนตัว คิดเห็นว่า จากการรับฟัง(บางแทร็ก)สามารถให้ผลการรับฟัง ทั้งในแง่เพื่อช่วยปรับตั้งค่าซิสเต็มของคุณให้ได้ (อย่างดี) และเพื่ออวดเพื่อน ๆ ของคุณได้ด้วย (อย่างน่าพึงพอใจ)…ทั้งนี้ รายชื่อเพลง, อัลบั้ม รวมถึงศิลปินเจ้าของผลงานนั้น ๆ (ตามที่แนะนำ) ได้มาจาก Jeff Dorgay ซึ่งเขาผู้นี้ นับเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโดดเด่นในแวดวงเครื่องเสียงระดับ Audiophile และไฮ-เอนด์ โดยเขาเป็นผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการของนิตยสารดนตรีและเครื่องเสียงออนไลน์ชื่อดัง “TONEAudio” ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2005 โดยมีจุดประสงค์หลักคือ การสร้างสื่อที่ให้ความสำคัญกับ “ดนตรี” และ “เครื่องเสียง” ในสัดส่วนที่เท่ากัน (50/50) แตกต่างจากนิตยสารเครื่องเสียงทั่วไป ที่มักเน้นแต่สเปกของอุปกรณ์ ที่สำคัญเขายังได้เคยร่วมงานกับ The Absolute Sound (TAS) ในปี 2003 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาตัดสินใจสร้างนิตยสารของตัวเองในเวลาต่อมา

1. Mickey Hart : The Eliminators

From ‘At The Edge’

“The Eliminators” เป็นแทร็กที่ 7 จากอัลบั้มแนว World Music ชื่อ At The Edge ของ Mickey Hart (มือกลองวง Grateful Dead) ซึ่งวางจำหน่ายในปี 1990 

เพลงนี้มีความโดดเด่นจากการผสมผสานจังหวะเครื่องเคาะที่ซับซ้อนเข้ากับเสียงสังเคราะห์ โดยมี Jerry Garcia (มือกีตาร์วง Grateful Dead) และลูกชายของ Mickey คือ Creek Hart และ Taro S. Hart เป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์เพลงนี้กับ Mickey Hart

ศิลปินและเครื่องดนตรี

Jerry Garcia : เล่น Guitar Synthesizer

Mickey Hart : เล่นเครื่องเคาะประเภท Devil Chasers (ไม้ไผ่กระทบกัน) และกลองใหญ่ (Bass Drum)

Sikiru Adepoju : เล่นกลอง Dundun (Talking Drum)

ลูกๆ ของ Mickey : Taro เล่นกลองไฟฟ้า Kawasaki และ Creek ดูแลส่วนของ Drum Samples

แนวคิดของอัลบั้ม

อัลบั้ม ‘At The Edge’ เป็นโปรเจกต์ที่เน้น “ด้านที่นุ่มนวลของเครื่องเคาะ” (The soft side of percussion) ให้ความรู้สึกบรรยากาศเหมือนอยู่ในป่าฝน มีความสงบและเยือกเย็น เพลง “The Eliminators” ยังถูกรวมไว้ในอัลบั้มรวมฮิต The Best of Mickey Hart : Over the Edge and Back ในปี 2002 อีกด้วย

2. Prince : Here On Earth

From ‘One Nite Alone’

“Here On Earth” เป็นเพลงลำดับที่ 3 จากอัลบั้มชุดที่ 25 ของ Prince ที่ชื่อว่า One Nite Alone… ซึ่งออกวางจำหน่ายในปี 2002 

เพลงนี้เป็นเพลงแนว Jazz-tinged Ballad ที่มีบรรยากาศนุ่มนวลและเงียบเหงา โดยอัลบั้มนี้เน้นเสียงเปียโนและเสียงร้องเป็นหลัก (Solo Piano and Voice) แม้ว่า อัลบั้มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นการโซโล่โดย Prince เพียงคนเดียว แต่เพลง “Here On Earth” เป็นหนึ่งในเพียงสองเพลงในอัลบั้มที่มีมือกลอง John Blackwell มาร่วมบรรเลงด้วย

บทเพลงเริ่มต้นด้วยการบรรยายเชิงเปรียบเทียบ (Spoken intro) เกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังวิ่งหนีจากความกลัวและความเจ็บปวด ก่อนที่จะสรุปว่า เมื่อเธออยู่ “ที่นี่บนโลก” (Here on Earth) กับเขา ความเศร้าเหล่านั้นก็จางหายไป

* เกร็ดน่าสนใจ-เดิมเพลงนี้ถูกปล่อยเป็นไฟล์ MP3 ให้สมาชิก NPG Music Club ดาวน์โหลดในเดือนมกราคม 2002 ก่อนที่ตัวอัลบั้มเต็มจะวางจำหน่ายในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน ในอัลบั้มนี้ยังมีการให้เครดิต “Ambient Singing” หรือเสียงประกอบบรรยากาศให้กับนกพิราบสัตว์เลี้ยงของ Prince ที่ชื่อ Divinity และ Majesty อีกด้วย

3. David Byrne & St.Vincent : Who

From ‘Love This Giant’

“Who” เป็นเพลงเปิดและซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม Love This Giant (2012) ซึ่งเป็นโปรเจกต์คอลแลบบอเรชันที่ได้รับคำชมอย่างมากระหว่าง David Byrne (อดีตแกนนำวง Talking Heads) และ St. Vincent (Annie Clark) 

แนวคิดของอัลบั้ม

ทั้งนี้เพลงนี้ (และทั้งอัลบั้ม) ถูกสร้างขึ้นโดยเน้นการใช้วงเครื่องเป่าทองเหลือง (Brass Band) เป็นหัวใจหลักแทนที่เครื่องดนตรีร็อกมาตรฐาน อย่างกีตาร์หรือกลองชุด ผสมผสานกับจังหวะ Funk ที่ล้ำสมัยและบีทแบบโปรแกรมมิ่งมีเอกลักษณ์

David Byrne ทำหน้าที่เป็นผู้ร้องนำหลักในท่อนเวิร์ส โดยถ่ายทอดเนื้อหาแนวตั้งคำถามเชิงอัตถิภาวนิยม (Existential) และสังคม (Social) ในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา ในขณะที่ St. Vincent ร้องประสานและตอบคำถามในท่อนคอรัส ด้วยน้ำเสียงที่ดูลึกลับและมีเสน่ห์ รวมถึงมีการใส่เสียงกีตาร์แตก (Distortion) เข้ามาเสริมเป็นระยะ

ความน่าสนใจของบทเพลง-เพลงตั้งคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์และการระบุตัวตน เช่น “Who will split this taxi cab?” หรือ “Who is an honest man?” ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองการมองโลกที่แปลกประหลาดแต่ชาญฉลาดของทั้งคู่

* เกร็ดน่าสนใจ-เพลงนี้ถูกพัฒนาผ่านการแลกเปลี่ยนไอเดียทางอีเมลนานถึง 3 ปี ก่อนที่จะมีการบันทึกเสียง โดยมี John Congleton และ Patrick Dillett ร่วมเป็นโปรดิวเซอร์

4. The Tibetan Monks of Gyuto : The Invasion

From ‘Seven Years in Tibet’ (Soundtrack)

“The Invasion” เป็นแทร็กที่ 13 จากอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Seven Years in Tibet (1997) ซึ่งประพันธ์โดยคอมโพสเซอร์ระดับตำนานอย่าง John Williams

ความโดดเด่นของเพลงนี้อยู่ที่การนำเสียงสวดอันเป็นเอกลักษณ์ของ คณะสงฆ์กิวโต (Gyuto Monks) มาผสมผสานกับดนตรีออเคสตราได้อย่างทรงพลัง เสียงสวดแบบ Overtones ของคณะสงฆ์กิวโตมีชื่อเสียงระดับโลกในการสวดแบบ Chanting ที่สามารถเปล่งเสียงได้หลายระดับพร้อมกัน (Deep Harmonic Singing) ซึ่งในเพลงนี้เสียงสวดถูกใช้เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดูศักดิ์สิทธิ์ เคร่งขรึม และตึงเครียด

เสียงสวดของพระสงฆ์ถูกบันทึกอย่างพิถีพิถันเพื่อให้เข้ากับสเกลของวงออร์เคสตรา ทำให้ “The Invasion” เป็นหนึ่งในแทร็กที่น่าจดจำที่สุดในแง่ของการผสมผสานวัฒนธรรม (Ethnomusicology) นอกจากเสียงสวดของคณะสงฆ์แล้ว อัลบั้มนี้ยังมี Yo-Yo Ma นักเชลโลชื่อดังมาร่วมบรรเลงเดี่ยว ซึ่งช่วยถ่ายทอดอารมณ์ความเศร้าสร้อยของชาวทิเบตได้เป็นอย่างดี

* เกร็ดน่าสนใจ-เพลงนี้ถูกใช้ในฉากที่กองทัพจีนเริ่มรุกรานทิเบต ดนตรีของ John Williams จึงมีการใช้เครื่องเป่าและเครื่องเคาะที่หนักหน่วงสลับกับเสียงสวด เพื่อสื่อถึงการเผชิญหน้ากันระหว่างความรุนแรงทางการเมืองกับความสงบทางจิตวิญญาณ

5. Boston : The Journey

From ‘Don’t Look Back’

“The Journey” เป็นเพลงบรรเลง (Instrumental) ลำดับที่ 7 จากอัลบั้มชุดที่สอง Don’t Look Back (1978) ของวงร็อกระดับตำนานอย่าง Boston

เพลงนี้เป็นเพลงสั้น ๆ ความยาวประมาณ 1:46 นาที เพลงนี้เขียนและบรรเลงเกือบทั้งหมดโดย Tom Scholz แกนนำผู้มากฝีมือของวง ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการเป็นอัจฉริยะด้านวิศวกรรมเสียง เขาใช้เสียงกีตาร์ที่นุ่มนวลและเสียงออร์แกนสร้างบรรยากาศที่ล่องลอยและมีความเป็น Space Rock

ทั้งนี้ ในทางดนตรี “The Journey” ทำหน้าที่เป็นเพลงโหมโรง (Prelude) ที่ไร้รอยต่อเพื่อส่งเข้าสู่เพลงปิดอัลบั้มอย่าง “It’s Easy” สร้างอารมณ์ร่วมที่ต่อเนื่องกัน อัลบั้ม Don’t Look Back นับเป็นความสำเร็จของ สามารถขึ้นถึงอันดับ 1 ในชาร์ต Billboard 200 และด้วยเพลง “The Journey” นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แฟนเพลงจดจำพาร์ทดนตรีบรรเลงที่ประณีตของวงได้

* เกร็ดน่าสนใจ-ซาวด์ที่เป็นเอกลักษณ์ แม้จะเป็นเพลงสั้น ๆ แต่ก็โชว์เทคนิคการเรียงเลเยอร์เสียงกีตาร์ที่เป็นลายเซ็นของ Boston ได้อย่างชัดเจน โดยให้ความรู้สึกเหมือนการเดินทางที่สงบก่อนจะเข้าสู่จังหวะร็อกในเพลงถัดไป

6. Kruder & Dorfmeister : Bug Power Dust

From ‘The K&D Sessions’

“Bug Powder Dust” (K&D Session) คือ ผลงานระดับมาสเตอร์พีซจากอัลบั้มรีมิกซ์สุดคลาสสิก ‘The K&D Sessions’ (1998) ของคู่หูดีเจชาวออสเตรีย Kruder & Dorfmeister

เพลงนี้เป็นการนำเพลงต้นฉบับของ Bomb the Bass (ร้องโดย Justin Warfield) มาตีความใหม่จนกลายเป็นนิยามของแนวเพลง Trip-Hop และ Acid Jazz ในยุค 90s โดยมี่ที่มาของชื่อเพลง “Bug Powder Dust” อ้างอิงมาจากวลีในนิยายและภาพยนตร์เรื่อง Naked Lunch ของ William S. Burroughs เพลงนี้ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในเลานจ์ที่สลัวๆ ผสมกับกลิ่นอายของภาพยนตร์นัวร์ (Noir) ซึ่งเป็นสไตล์ “Dorfmeister-esque” ที่แฟนเพลงทั่วโลกหลงรัก

* เกร็ดน่าสนใจ-ซาวด์ที่เป็นเอกลักษณ์ “K&D” เปลี่ยนเพลงฮิปฮอปจังหวะหนักๆ ให้กลายเป็นเพลงที่มีบีทแบบ “Smoky” และ “Down-tempo” โดยใช้เบสไลน์ที่หนึบหนับ และเสียงกลองที่นุ่มนวลแต่คมชัด ทั้งยังทรงอิทธิพลต่อวงการด้วยรีมิกซ์เวอร์ชันนี้ที่ถือว่า โด่งดังกว่าต้นฉบับในหลายแง่มุม และได้รับการยอมรับว่า เป็นหนึ่งในรีมิกซ์ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์

7. Kraftwerk: Boing Boom Tschak

From ‘Techno Pop’

“Boing Boom Tschak” เป็นเพลงเปิดอัลบั้ม Techno Pop ในปี 1986 ของวงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ระดับตำนานชาวเยอรมันอย่าง Kraftwerk

ที่มาของชื่อเพลงเป็นการเลียนเสียงแบบ Onomatopoeia (การถอดเสียงจากสิ่งที่ได้ยิน) ของเสียงจังหวะกลองพื้นฐาน โดย “Boing” คือ เสียงสังเคราะห์ “Boom” คือ เสียงกระเดื่อง (Bass Drum) และ “Tschak” คือ เสียงสแนร์ (Snare) ซึ่งในอัลบั้มนี้ เพลง “Boing Boom Tschak” จะเล่นต่อเนื่องรวดเดียวไปกับเพลง “Techno Pop” และ “Musique Non Stop” กลายเป็นมหากาพย์ดนตรีเต้นรำความยาวเกือบ 15 นาที

* เกร็ดน่าสนใจ-เพลงนี้ถือเป็นต้นแบบของดนตรี Minimal Techno และโดดเด่นด้วยการใช้เทคนิค ‘Digital Speech Synthesis’ และการทำ Sampling เสียงมนุษย์มาตัดต่อเป็นจังหวะ (Phonetic sounds) ซึ่งถือว่า นับเป็นนวัตกรรมล้ำสมัยมากในยุคนั้น อีกทั้งการจัดทำมิวสิกวิดีโอนั้น นับเป็นหนึ่งในวิดีโอตัวแรก ๆ ที่ใช้กราฟิกคอมพิวเตอร์แบบ 3D Wireframe แสดงใบหน้าของสมาชิกวงที่ขยับปากตามจังหวะเสียงสวด สร้างภาพจำที่เป็นเอกลักษณ์ของยุคดิจิทัลตอนต้น

อีกทั้งอัลบั้มนี้ยังมีความล่าช้าในการจัดทำ โดยใช้เวลานานถึง 5 ปี (ตั้งแต่ปี 1981) เนื่องจากความหลงใหลในความสมบูรณ์แบบของหัวหน้าวง Ralf Hütter นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการเปลี่ยนชื่ออัลบั้มที่ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของ Kraftwerk เลยทีเดียว โดยเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ดั้งเดิม…เดิมทีในปี 1981’Ralf Hütter’ ตั้งใจจะตั้งชื่ออัลบั้มนี้ว่า Techno Pop มาตั้งแต่แรก (ช่วงที่ปล่อยซิงเกิล Pocket Calculator) แต่โปรเจกต์กลับล่าช้าออกไปหลายปี เนื่องจากอุบัติเหตุจักรยานของ Ralf ที่เกือบทำให้วง Kraftwerk ต้องปิดตัวลง รวมถึงการพยายามเปลี่ยนระบบอัดเสียงจาก Analog เป็น Digital ทั้งหมด

ต่อมาเมื่ออัลบั้มเสร็จสมบูรณ์ในปี 1986 พวกเขาตัดสินใจใช้ชื่อ Electric Café แทนชื่อ Techno Pop  ซึ่งในตอนนั้นได้รับกระแสตอบรับที่ก้ำกึ่ง เพราะแฟนเพลงรู้สึกว่าซาวด์ดนตรีมัน “สะอาด” และ “ดิจิทัล” เกินไปจนขาดเสน่ห์แบบดั้งเดิมของวง กระทั่งมีการจัดหมวดหมู่ใหม่ในปี 2009 ‘Kraftwerk’ ได้นำอัลบั้มเก่าๆ มาทำ Remaster ใหม่ในชุด Box Set ที่ชื่อว่า The Catalogue ในตอนนั้นเองที่ Ralf Hütter ตัดสินใจเปลี่ยนชื่ออัลบั้มจาก Electric Café กลับไปเป็น Techno Pop เพื่อให้ตรงตามความตั้งใจแรกเริ่ม และเพื่อย้ำเตือนว่าพวกเขาคือ “ผู้ให้กำเนิด” แนวเพลง Techno Pop อย่างแท้จริง

นอกเหนือจากการเปลี่ยนชื่ออัลบั้มแล้ว หน้าปกอัลบั้มฉบับปี 2009 ยังถูกเปลี่ยนจากรูปกราฟิกใบหน้าสมาชิกวง 4 คน (สไตล์ Wireframe) มาเป็นรูปกราฟิกตัวโน้ตดนตรีที่ดู Minimal และทันสมัยขึ้นในโทนสีเหลือง-ดำ

8. Lou Reed : Vanishing Act

From ‘The Raven’

“Vanishing Act” เป็นบทเพลงลำดับที่ 14 จากอัลบั้มแนวคอนเซปต์อาร์ต The Raven (2003) ของ Lou Reed ซึ่งเป็นการนำผลงานของนักเขียนชื่อดัง Edgar Allan Poe มาตีความใหม่ในรูปแบบดนตรี

เพลงนี้ได้รับการยกย่องว่า เป็นหนึ่งในเพลงที่สวยงามและเศร้าสร้อยที่สุดในยุคหลังของ Lou Reed ด้วยดนตรีและบรรยากาศของเพลงนี้ ที่ฉีกกฎความเป็นร็อกแอนด์โรลของ Lou Reed ออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยเน้นเสียงเปียโนที่นุ่มนวลและเสียงร้องที่เปราะบาง ให้ความรู้สึกเหมือนเพลงในละครเวที (Theatrical Ballad) เนื้อเพลงนั้นพูดถึงความปรารถนาที่จะหายตัวไปอย่างเงียบเชียบ (“It must be nice to disappear…”) สะท้อนถึงความโดดเดี่ยว การสูญเสียตัวตน และการเผชิญหน้ากับความตาย ซึ่งสอดคล้องกับโทนเรื่องที่มืดหม่นของ Edgar Allan Poe

* เกร็ดน่าสนใจ-ในขณะที่แทร็กอื่นๆ ในอัลบั้ม The Raven อาจจะมีความซับซ้อน หรือเป็นการอ่านบทกวี (Spoken word) แต่ “Vanishing Act” กลับโดดเด่นด้วยความเป็นดนตรีบริสุทธิ์ที่สัมผัสหัวใจผู้ฟังได้โดยตรง มีการใช้เสียงประสานที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง และพาร์ทเปียโนที่ขับเคลื่อนอารมณ์เพลงให้ดิ่งลึกไปกับเนื้อหาที่พยายามสื่อถึง “การเลือนหายไป” ของมนุษย์

9. King Crimson : One Time

From ‘Thrak’

“One Time” เป็นเพลงลำดับที่ 7 จากอัลบั้ม THRAK (1995) ของวงโปรเกรสซีฟร็อกระดับตำนานอย่าง King Crimson ซึ่งถือเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ในรูปแบบไลน์อัป “Double Trio” (มีสมาชิก 6 คน ประกอบด้วย มือกลอง 2 คน, มือเบส / สติ๊ก 2 คน และมือกีตาร์ 2 คน) 

ในขณะที่อัลบั้ม THRAK ส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยเสียงกีตาร์ที่หนักหน่วงและจังหวะที่ซับซ้อน (Industrial / Heavy Progressive) แต่ “One Time” กลับเป็นเพลงที่มีท่วงทำนองสวยงาม ล่องลอย และฟังง่ายที่สุดในอัลบั้ม (นับเป็นความนุ่มนวลที่แตกต่าง)

เสียงร้องของ Adrian Belew ในเพลงนี้โชว์ศักยภาพการร้องของ Belew ได้อย่างยอดเยี่ยม เนื้อหาพูดถึงช่วงเวลาที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต (Moments in time) และการตระหนักถึงคุณค่าของปัจจุบัน

* เกร็ดน่าสนใจ-เพลงนี้ถูกพัฒนามาจากการซ้อมและแสดงสดในช่วงปี 1994 ก่อนที่จะถูกนำมาบันทึกเสียงลงในอัลบั้มเต็ม และกลายเป็นเพลงโปรดของแฟนๆ ที่มักจะถูกหยิบมาเล่นในคอนเสิร์ตอยู่เสมอ นอกจากนี้ แม้จะมีมือกลองสองคน (Bill Bruford & Pat Mastelotto) แต่ในเพลงนี้ทั้งคู่เล่นได้อย่างสอดประสานกัน โดยเน้นการรักษาอารมณ์เพลงมากกว่าการโชว์เทคนิคที่ดุดัน

10. Pat Metheny : Forward March

From ‘First Circle’

“Forward March” เป็นเพลงเปิดอัลบั้ม (Opening Track) ที่เรียกได้ว่า “ช็อก” แฟนเพลงมากที่สุดเพลงหนึ่งของ Pat Metheny Group จากอัลบั้ม First Circle (1984) 

จริงๆ แล้ว เพลงนี้มีความน่าสนใจ รวมถึงเบื้องหลังที่ชวนอมยิ้ม โดยมีความตั้งใจให้ดู “เพี้ยน” เพลงนี้ถูกแต่งและบรรเลงให้ฟังดูเหมือน วงดุริยางค์โรงเรียนมัธยมที่ซ้อมกันมาไม่ดี (High School Marching Band) โดยตั้งใจให้เสียงเครื่องเป่าดูผิดคีย์และจังหวะดูสะเปะสะปะ อีกทั้ง Pat Metheny ยังใช้เครื่องดนตรีชิ้นใหม่ที่ชื่อว่า Synclavier Guitar (กีตาร์สังเคราะห์) มาเล่นไว้ในเพลงนี้ ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาก ด้วยการจำลองเสียงเครื่องเป่าทองเหลือง (Brass) ทั้งหมด แต่เขากลับนำมาใช้สร้างเสียงที่ดูเหมือนวงมือสมัครเล่นแทน

แนวคิดของอัลบั้ม

Pat Metheny ได้จัดวางเพลง “Forward March” นี้ไว้เป็นลำดับแรก เพื่อสร้างความประหลาดใจ ก่อนจะตัดเข้าสู่ความสวยงามและประณีตของเพลงถัดไปอย่าง “Yolanda, You Learn” และเพลงระดับมาสเตอร์พีซอย่าง “First Circle” เป็นการแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ขันและความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้กรอบของ Pat Metheny

ปฏิกิริยาของแฟนเพลง : ในยุคนั้น แฟนดนตรีแจ๊สบางคนที่ซื้อแผ่นเสียงไปถึงกับต้องยกเข็มเครื่องเล่นขึ้น เพราะนึกว่าแผ่นเสียหรือเครื่องเล่นมีปัญหาจริงๆ ก่อนจะพบว่ามันคือความตั้งใจของศิลปิน

…ทั้งนี้ ขออนุญาตพูดถึงเพลง “The First Circle” ซึ่งเป็นเพลงถัดจาก “Forward March” ในอัลบั้มเดียวกันนี้ ที่โดยส่วนตัวคิดเห็นว่า “The First Circle” นับเป็นเพลงมหัศจรรย์ของอัลบั้ม ทั้งยังถือเป็นหนึ่งใน “Masterpiece” ที่ดีที่สุดตลอดกาลของ Pat Metheny Group (PMG) ด้วยเหตุผลที่นักดนตรีทั่วโลกต่างยอมรับในจังหวะที่ซับซ้อน (Time Signature) ซึ่งเพลงนี้ขึ้นชื่อเรื่องการใช้จังหวะ 22/8 (หรือมองเป็น 12/8 ผสมกับ 10/8) ซึ่งฟังดูเหมือนจะนับยากมาก แต่ Pat และ Lyle Mays (มือคีย์บอร์ด) เรียบเรียงออกมาได้ลื่นไหล จนผู้ฟังแทบไม่รู้สึกถึงความซับซ้อนนั้นเลย

โครงสร้างดนตรีของเพลงนี้ มีความยาวกว่า 9 นาที และมีการพัฒนาของอารมณ์เพลง (Dynamics) ที่ยอดเยี่ยม ตั้งแต่เสียงปรบมือเงียบๆ ไปจนถึงช่วงโชว์โซโลกีตาร์ที่ทรงพลัง และจบลงด้วยความยิ่งใหญ่ของวงออร์เคสตราสังเคราะห์ รวมไปถึงเสียงร้องแบบ Wordless Vocals ด้วยเสียงร้องของ Pedro Aznar ที่ร้องเป็นทำนอง โดยไม่มีเนื้อร้อง (Scat Singing) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของ PMG ในยุคนั้น ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดูเป็นสากลและเข้าถึงอารมณ์ได้ลึกซึ้ง

“The First Circle” คือ ข้อพิสูจน์ว่า ดนตรีที่มีทฤษฎีซับซ้อนขั้นสูง ก็สามารถทำให้ไพเราะและจับใจคนฟังทั่วไปได้อย่างมาก

* มีเกร็ดเล่าขานของการปรบมือที่เป็นตำนาน-ท่อนเปิดของเพลงเริ่มด้วยการ ปรบมือ (Handclaps) ในจังหวะที่ซับซ้อน ซึ่งกลายเป็น “บททดสอบ” สำหรับแฟนเพลงเวลาไปดูคอนเสิร์ตที่ต้องพยายามปรบมือตามให้ลงล็อกจังหวะ

……………………………………………………..

Exit mobile version