งาน BIAV SHOW (Bangkok International Audio-Video Show) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 13-15 มีนาคม 2026 ณ The Landmark Bangkok Hotel นับเป็นอีกครั้งในความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจของการจัดงานโชว์ยิ่งใหญ่ โดยทีมงานของ What Hi-Fi? Thailand ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นก้าวกระโดดสำคัญสำหรับการโชว์เครื่องเสียงไฮ-เอนด์ของประเทศไทย ภายในสถานที่จัดงานอันอลังการและได้มาตรฐานระดับสากล
BIAV SHOW 2026 ได้พิสูจน์ประจักษ์ว่า มิใช่แค่การแสดงสินค้าเครื่องเสียง แต่นี่คือ การแสดงศักยภาพของเทคโนโลยีที่สัมพันธ์กับระบบเสียงอันก้าวล้ำนำสมัย พร้อมทั้งศิลปะการเซตอัปซิสเต็มเพื่อการรับฟังที่ลงตัวที่สุด รวมถึงรูปแบบการนำเสนอทางสันทนาการหลายหลากจากศิลปินดังในวงการ กระทั่งงานครั้งนี้ได้รับคำชมอย่างมากในด้านการจัดงานและคุณภาพของสิ่งที่นำมาจัดแสดง ภายใต้สโลแกน “เมื่อเสียง…ไม่ใช่เพียงสิ่งที่ได้ยิน แต่คือศิลปะของการรับฟัง” สะท้อนถึงความสำเร็จในการเปลี่ยนงานแฟร์ให้เป็นพื้นที่เสพงานศิลป์ทางเสียง
ทั้งนี้ความสำเร็จของงาน BIAV SHOW 2026 นั้นมาจากการได้รับความร่วมมือร่วมใจอย่างเต็มที่จากบรรดาบริษัทผู้นำเข้า และห้างร้านตัวแทนจำหน่ายที่มาร่วมจัดโชว์ โดยเป็นการรวบรวมแบรนด์ใหญ่ที่น่าสนใจในระดับโลก และกำลังได้รับความนิยมระดับไฮ-เอนด์แท้ ๆ ล้วน ๆ มาเปิดตัวเป็นครั้งแรกในไทยจากหลากหลายแบรนด์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน !! ทั้งยังได้ทำการคัดสรรเครื่องเสียงระดับโลกที่มีมูลค่ารวมต่อชุดสูงเกิน 8 หลัก มาจัดสาธิตให้ฟังกันแบบสดๆ หลายต่อหลายชุดในบรรยากาศห้องฟังกว้างขวางที่ผู้ฟังสามารถเก็บเกี่ยวรายละเอียดเสียงได้อย่างเต็มสมรรถนะจากแต่ละซิสเต็มที่จัดโชว์ในความมีมาตรฐานของสถานที่จัดงาน @ The Landmark Bangkok Hotel (พื้นที่ชั้น 3 และชั้น 9) ที่โอ่อ่า หรูหราและมีโครงสร้าง รวมถึงสภาพทางอะคูสติกของแต่ละห้องโชว์ที่ลดเสียงรบกวนได้ดีกว่าสถานที่ทั่วไป จนเป็นที่ยอมรับกัน
ความโดดเด่นของซิสเต็มในงาน BIAV SHOW 2026
…เป็นที่ยอมรับกันว่า BIAV SHOW 2026 (Bangkok International Audio-Video Show) ณ The Landmark Bangkok Hotel เมื่อวันที่ 13-15 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา เป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ของแบรนด์เครื่องเสียงระดับ Ultra High-End ที่มีมูลค่ารวมในแต่ละห้องสูงถึงหลัก 10-30 ล้านบาท ซึ่งแต่ละห้องที่จัดโชว์ในงานล้วนคัดสรรเครื่องเสียงระดับ Masterpiece มาจัดแสดงจากหลากหลายผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายชั้นนำของไทย
ไม่ว่าจะเป็น Audio Excellence (ห้อง Krungthep 2 ชั้น 9) ซึ่งได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ลำโพงรุ่นล่าสุด Franco Serblin : Accordo Unica ที่ถูกวางตำแหน่งให้เป็นหนึ่งในเรือธง (Flagship) สำคัญของแบรนด์ Franco Serblin Studio ในดีไซน์แบบลำโพงตั้งพื้น (Floorstanding) ต่างจากรุ่น Accordo ดั้งเดิมที่เป็นลำโพงวางขาตั้ง (Bookshelf) โดยเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากรุ่น Accordo Essence ทำให้ได้เสียงที่ครอบคลุมย่านความถี่กว้างขึ้น และมีมิติเสียงสมจริง ด้วยการใช้วัสดุที่คัดสรรมาอย่างดีเยี่ยม เช่น ไม้จริง (Solid Wood), อะลูมิเนียม และสแตนเลส เพื่อควบคุมการสั่นสะเทือนและให้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุด ทั้งยังคงรักษาเอกลักษณ์ความโค้งมนที่ดูคล้ายกับเครื่องดนตรีอิตาลีไว้อย่างสวยงาม
Audio Force (ห้อง Sukhumvit 3 ชั้น 3) ซึ่งได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ล่าสุด Chord : Dave Quartet M Scaler และ Chord : Ultimate Signature Limited Edition โดยรับฟังร่วมกับ Fyne Audio : Vintage Fifteen+SuperTrax ทั้งนี้ “Quartet M Scale” อุปกรณ์ประมวลผลข้อมูลดิจิทัล (Digital Upscaler) ระดับ Flagship รุ่นใหม่ล่าสุดจาก Chord Electronics ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานคู่กับ DAC ระดับอ้างอิงอย่าง DAVE โดยเฉพาะ ใช้เวลาในการพัฒนาถึง 4 ปีเต็ม ด้วยพลังการประมวลผลมหาศาล (มากกว่า DAVE ถึง 5 เท่า) โดยใช้ FPGA “200T” จำนวนถึง 5 ตัว และรหัสคำสั่ง (Code) กว่า 2 ล้านบรรทัด เพื่อความแม่นยำและครบถ้วนอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดของสัญญาณเสียง
“Ultima Signature Limited Edition” นวัตกรรมแอมปลิฟายเออร์ระดับพรีเมียมรุ่นล่าสุดของ Chord Electronics ที่ใช้เทคโนโลยี ‘Ultima’ ซึ่งเป็นวงจรแอมปลิฟายเออร์ที่ล้ำสมัยที่สุดของ Chord ณ ปัจจุบัน โดดเด่นด้วยกำลังขับที่สูงและมีความเพี้ยนของสัญญาณต่ำมาก ทั้งยังผลิตจำนวนจำกัด ‘Limited Edition’ เน้นความเป็นเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับนักฟังเพลงระดับหูทอง
และที่ได้รับคำชื่นชมอย่างมากในเสียงที่รับฟังจากผู้เข้าชมงานก็คือ Fyne Audio : Vintage Fifteen ซึ่งเป็นรุ่นเรือธงในซีรีส์ Vintage ที่ผสานร่วมกับ Fyne Audio : SuperTrax ‘Omnidirectional Super Tweeter’ ซึ่งช่วยขยายการตอบสนองความถี่สูงขึ้นไปได้ไกลถึง 60kHz และกระจายเสียงแบบรอบทิศทาง 360 องศา ปรับปรุงความแม่นยำของเฟสเสียงตลอดทุกย่านความถี่ ซึ่งส่งผลพลอยได้ให้เสียงเบสมีความกระชับ และสะอาดขึ้น เนื่องจากฮาร์โมนิกของเสียงในทุกย่านถูกจัดเรียงให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
CH Home Media (ห้อง Sukhumvit 5 ชั้น 3) เปิดตัวผลิตภัณฑ์ล่าสุด Focal : Diva Utopia ลำโพงตั้งวางพื้น 3-ทาง ระบบไร้สาย (Active Wireless Speaker) ระดับไฮ-เอนด์รุ่นแรกในตระกูล Utopia รวมถึงแอมป์สุดยอดยิ่งใหญ่ “The Statement” ระดับไม่เคยมีมาก่อน ทั้งในแง่คุณภาพเสียงและงานวิศวกรรมของ NAIM Audio-ปรีแอมป์รุ่น NAIM : NAC S1+โมโน เพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์รุ่น NAIM : NAP S1
GAV Ultra High-End Bangkok (ห้อง Sukhumvit 1 ชั้น 3) โชว์ซิสเต็มระดับอัลตร้า ไฮ-เอนด์ ด้วยเทิร์นเทเบิล Kronos : Perpetual ร่วมกับ Goldmund : PH 3.8 NextGen (Phonostage) และ Wadax : Studio Player (Streaming DAC / CD Player) ร่วมกับปรีแอมป์ Goldmund : Mimesis Excellence และเพาเวอร์ แอมป์ Goldmund : Telos 1800 Monoblock ขับขานลำโพงชุดหลัก Goebel : Divin Comtesse
CINEMAGICA <Cinema at Home by Goldenduck> (ห้อง Sukhumvit 7 ชั้น 3) บริษัทผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าชั้นนำระดับโลก อย่าง Anthem, Paradigm, Lyngdorf ได้จัดซิสเต็มให้ผู้เข้าชมงานสัมผัสประสบการณ์ Home Theater 5.1 สมบูรณ์แบบ เปลี่ยนการดูหนังที่บ้านให้เป็นประสบการณ์ระดับโลก ดื่มด่ำไปกับมิติเสียงที่ให้ความสมจริงอย่างจมกลืน
Hi-End Audio (ห้อง Sukhumvit 8 ชั้น 3) ที่ได้นำ Accuphase : DP-570S ‘SA-CD/CD Player+DAC’ ใหม่ล่าสุดมาเปิดตัวครั้งแรก ร่วมกับ Accuphase : C-3900S ปรีแอมป์ระดับ Flagship พัฒนาการล่าสุด และลำโพง Diptyque Audio : Reference และ Wilson Benesch : A.C.T 3zero ซึ่งนับเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ในการรับฟังจากลำโพงแผ่นแบนระดับ Flagship ในแบบฉบับ Planar Magnetic ที่ Diptyque Audio เรียกขานว่า Isodynamic ทำเอาผู้เข้าชมงานต่างได้ทึ่งในรายละเอียดระยิบระยับที่รับฟัง รวมทั้งบรรยากาศรายรอบที่ให้สภาพการโอบล้อมของสรรพเสียงอย่างสมจริง
HiFi House by M Sound (ห้อง Krungthep 1 ชั้น 9) เป็นการจัดซิสเต็มที่เน้นความแมตชิ่งกันอย่างแท้จริงมาสำแดงสมรรถนะทางเสียงจาก Fidelizer : Erawan-Music Streamer ระดับเรือธงฝีมือคนไทยที่ทั่วโลกยอมรับ จับคู่กับ Conrad-Johnson : ET3-ปรีแอมป์หลอดสุญญากาศรุ่นยอดนิยม ที่ถ่ายทอดพันธุกรรมมาจากรุ่นเรือธง (GAT) ส่งต่อความละเมียดละไมเข้าสู่Conrad-Johnson : Classic One-Twenty (CL120) เพาเวอร์แอมป์หลอดระดับคลาสสิก สุดปลายทางที่ Revival Audio : Atalante 7 Evo ลำโพงระบบ 3-ทาง ระดับพรีเมียมจากฝรั่งเศส อัปเกรดใหม่ล่าสุด ที่โดดเด่นด้วยดอกลำโพงนวัตกรรมเฉพาะตัวให้ผู้เข้าชมงานได้รับฟังเสียงที่มีความหวาน มิติแบบ 3D ท่ามกลางเวทีเสียงที่กว้างขวาง เปี่ยมในความต่อเนื่อง ลื่นไหล และไดนามิกที่สมจริง เสียงเบสที่อิ่มลึก เสียงกลางที่โปร่งชัด และเสียงแหลมที่ทอดตัวไปได้ไกลอย่างไร้รอยต่อ พร้อมความเนียนนุ่ม ละมุนละไมในน้ำเสียง
Inventive AV (ห้อง Sukhumvit 4 ชั้น 3) ที่นอกเหนือจากการเปิดตัวลำโพง Zellaton : Plural Evo2 จากเยอรมนี ทั้งยังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ระดับเรือธงล่าสุด จาก Esoteric : Grandioso N1 (Flagship Network Streamer & DAC) และ Phasemation : EA-1500 (Flagship Tube Phono Amplifier) เป็นครั้งแรกในไทย
Grandioso : N1 นั้นสร้างขึ้นบนสถาปัตยกรรมแบบ Dual-Mono ที่ “ไร้ซึ่งการประนีประนอมใด ๆ” เพื่อถอดแบบคุณลักษณ์ทางเสียงที่ราบรื่นต่อเนื่องของเสียงแบบอะนาลอก โดดเด่นด้วย ‘Master Sound Discrete DAC G2’ วงจร DAC แบบ Discrete DAC Circuit ที่เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะ โดยใช้การประมวลผลแบบ FPGA ที่มีความแม่นยำสูง ควบคู่กับ ‘Network Engine G4’ ซึ่งเป็น CPU ที่ทรงพลังและ RAM ขนาดใหญ่ พร้อมด้วยพอร์ต SFP สำหรับการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบออปติคัล เพื่อกำจัดสัญญาณรบกวนทางไฟฟ้า ทั้งยังใช้แหล่งจ่ายไฟขนาดใหญ่แบบ Linear Power Supplies อิสระถึง 5 ชุด (หม้อแปลงแบบวงแหวน) ที่จัดสรรให้กับส่วนต่างๆ โดยจำเพาะ
ส่วน Phasemation : EA-1500 เป็น Phono Amp สำหรับขยายสัญญาณเสียงเครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบหลอดฯ ระดับเรือธง ออกแบบมาเพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างรุ่นระดับกลางและรุ่น EA-2000 ที่มีตัวเครื่องถึง 6 ตัว โดดเด่นด้วยการออกแบบตัวเครื่อง 2 ตัวที่ซับซ้อน เพื่อแยกวงจรขยายเสียงที่ละเอียดอ่อนออกจากแหล่งจ่ายไฟ ช่วยให้กำจัดสัญญาณรบกวนทางไฟฟ้าอย่างได้ผล ค่าเกนขยายสัญญาณ 40dB (MM) และ 66dB (MC); RIAA Accuracy : ±0.5dB (20Hz to 20kHz)
ทั้งนี้ EA-1500 นำเสนอคุณสมบัติใหม่หลายอย่างเป็นครั้งแรกของ Phasemation อาทิ รองรับหัวเข็มแบบออปติคัล (Optical Cartridge) ได้โดยตรง (เช่น หัวเข็มจาก DS Audio) ด้วยการมีหม้อแปลงไฟฟ้าเฉพาะสำหรับวงจรออปติคัล เพื่อป้องกันการรบกวน รวมถึงการใช้หม้อแปลง (SUT) เพิ่มแรงดันสัญญาณหัวเข็ม MC ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ใช้ขดลวดที่ออกแบบใหม่เป็นสาย PC-TripleC เพื่อเพิ่มความโปร่งใส พร้อมทั้งปรับปรุงเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมให้ดียิ่งขึ้นไปอีก
สำหรับ Plural Evo2 ลำโพงระดับ Ultra High-End จาก Zellaton แห่งเยอรมนี (Michael Schwab เป็นผู้กำกับดูแลกิจการ ณ ปัจจุบัน) ซึ่งทางคุณคริสแห่ง Inventive AV (IAV) ได้จังหวะนำมาโชว์ตัวจริงเสียงจริงเป็นครั้งแรกในไทย และทาง Michael Schwab ก็ได้เดินทางมาร่วมเซตอัปลำโพงนี้ด้วยตนเอง ทั้งนี้ Zellaton โดดเด่นมาอย่างยาวนานด้วยเทคโนโลยีไดรเวอร์ทำมือ ‘Evo Membrane’ เทคโนโลยีไดอะแฟรมแบบ Sandwich 3 ชั้น-จุดเด่นที่เป็นตำนาน ใช้เวลากว่า 85 ปี ในการพัฒนาจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งสืบทอดต่อกันภายในตระกูล
Dr.Emil Podszus เริ่มต้นพัฒนาไดรเวอร์ลำโพงในช่วงต้นทศวรรษ 1930 กระทั่งได้จดสิทธิบัตรไดรเวอร์แบบ “Sandwich” ตัวแรกของโลกในปี 1931-1932 ซึ่งเป็นรากฐานของแบรนด์จนถึงปัจจุบัน จากแรงบันดาลใจในห้องครัวนำไปสู่แนวคิดเรื่อง ‘วัสดุโฟม’ จากการสังเกตภรรยาทำขนมที่ใช้ไข่ขาวตีจนเป็นฟองนุ่มแต่คงรูปได้ ทำให้เขาทดลองนำวัสดุที่มีโครงสร้างคล้ายโฟมมาทำเป็นแผ่นไดอะแฟรม เพื่อให้ได้ทั้งความเบาและความแข็งแกร่งควบคู่กัน…ไดรเวอร์แต่ละตัวนั้นมีกระบวนการผลิตอันพิถีพิถัน โดยใช้เวลาผลิตด้วยมือในเมืองมิวนิกนานถึง 6 สัปดาห์ และมีการคัดทิ้งสูงหากไม่ได้มาตรฐานที่กำหนด
…ในส่วนของการขับขานปรีแอมป์+เพาเวอร์แอมป์ระดับ Flagship จาก Karan Acoustics แห่งประเทศเซอร์เบีย-Master Collection “Line a” กับ Master Collection “POWERb Mono” ที่สร้างขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 30 ปี ของแบรนด์ โดยเน้นการออกแบบแบบ “ไม่ประนีประนอม” (Cost-no-object) เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่เป็นธรรมชาติและทรงพลังที่สุด ได้ส่งผลให้ผู้เข้าชมงานต่างพากันอึ้งและทึ่งในศักยภาพทางเสียงที่ได้รับฟัง
Komfort Sound & Bulldog Audio (ห้อง Krungthep 4 ชั้น 9) เน้นการโชว์ผลิตภัณฑ์ล่าสุดหลายรายการด้วยกัน โดยแยกจัดโชว์ไว้ถึง 3 ซิสเต็มอย่างอลังการ • ดาวเด่นของ System 1 เน้นการเปิดตัวระดับสุด ๆ ของทั้งฟากฝั่งอะนาลอกและดิจิทัลเป็นครั้งแรก :- REGA : P10 (Aphelion Cartridge) ร่วมกับ Supatrac Tonearm ส่งผ่านสู่ Mola Mola : Lupe Phono ส่วนฟากฝั่งดิจิทัล :- Rockna : Wavedream Net ร่วมกับ Rockna : Wavedream Reference Signature ส่งต่อไปยัง Mola Mola : Makua Preamp และMola Mola : Ossetra Monoblock (350W) ทำหน้าที่ขับขานสุดยอดลำโพง Vivid Audio : Giya G2 CU โดยใช้สายสัญญาณและสายลำโพงของ Oephi Cable ทั้งชุด
• ดาวเด่นของของ System 2 นี้อยู่ที่ REGA : P8-แหล่งสัญญาณระดับสุดทางฟากฝั่งอะนาลอก และ Mola Mola : Tambaqui -DAC ระดับยอดนิยมทางฟากฝั่งดิจิทัล ส่งผ่านสัญญาณสู่ปรีแอมป์Mola Mola : Makua Preamp ร่วมกับเพาเวอร์แอมป์ Electrocompaniet : AW800 ทำหน้าที่ขับขานลำโพง Vivid Audio : Giya G4 CU โดยใช้สายสัญญาณและสายลำโพงทั้งชุดของ Oephi Cable
• System 3 นี้ จะประกอบด้วยดาวเด่น ‘ใหม่ล่าสุด’ จาก Audiobyte : DAC (VOX, ZAP, HUB) และ Mola Mola : Perca Amp (150W) ทำหน้าที่ขับขานลำโพง Vivid Audio : Kaya 45 โดยใช้สายสัญญาณและสายลำโพงทั้งชุดของ Oephi Cable
Ewald Verkerk ในฐานะของ Vivid Audio & Mola Mola International ได้เดินทางมาร่วมกิจกรรมที่ห้องนี้อย่างเต็มที่ และยังได้สาธิตความโดดเด่นของทั้ง Vivid Audio และ Mola Mola ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้เข้าชมงานในห้องนี้ เฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการให้ผู้เข้าชมงานได้มีส่วนร่วมในการรับรู้ถึงคุณสมบัติทางโครงสร้างพิเศษของ Vivid Audio ที่ตัวตู้ลำโพงนั้น ปลอดจากการสั่นโดยสิ้นเชิง
KS Home Entertainment Plus (ห้อง Sukhumvit 6 ชั้น 3)…พิเศษกว่าครั้งไหน ๆ ให้ผู้เข้าชมงานได้รับฟังอย่างอิ่มเอมใจยิ่งกว่าที่เคย พบกับ 2 ซิสเตมหลัก แบบจัดหนักจัดเต็มที่ KS Home Entertainment Plus จัดสลับให้คุณได้ดื่มด่ำกับบุคลิกเสียงที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน
• System 1 : “The Supreme System” ซิสเตมระดับเรือธง…ที่สุดของประสบการณ์การฟังที่สะท้อนความสมบูรณ์แบบ ทั้งในแง่ของวิศวกรรมเสียงและสุนทรียภาพ-ลำโพง Sonus Faber : Amati Supreme; แอมป์ Audio Research : Reference 330M (Power Amp); ปรีแอมป์ Master Fidelity : NADAC-L; แหล่งสัญญาณ Digital & Analog McIntosh : MT5 | Audio Research : Reference 6SE+PH9 (Pre/Phono) | EMM Labs : NS-1 | Master Fidelity : NADAC-C & NADAC-D | Audio Research : CD9SE; Cable System Kubala-Sosna : OVATION Series; Power Solution ของ Richard Gray’s Power House
• System 2 : “The EMM Labs System” อีกหนึ่งที่สุดของชุดเครื่องเสียง สะท้อนความเที่ยงตรง ความเงียบสงัด และความบริสุทธิ์ของสัญญาณในระดับสูงสุด-ลำโพง Estelon : Forza; แอมป์ EMM Labs : MTRX (Power Amp) | EMM Labs : PREi (Preamplifier); แหล่งสัญญาณ Digital & Analog EMM Labs : DA2i | EMM Labs: TXi Transport | Clearaudio : Innovation+Ortofon: AS-309R+SPU A95; Cable System Siltech : Royal Crown Series; Power Solution ของ Siltech : Octopus Double Crown
ทั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกของการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยของ Master Fidelity แบรนด์เครื่องเสียงระดับ Super High-End จากประเทศแคนาดา ที่สร้างชื่อเสียงอย่างรวดเร็วในฐานะผู้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับระบบดิจิทัลออดิโอ-แบรนด์ Master Fidelity นี้นับว่า มีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับวงการบันทึกเสียงระดับมืออาชีพ โดดเด่นด้วยการนำเทคโนโลยีจากห้องบันทึกเสียงระดับโลกมาปรับแต่งให้ได้เสียงที่ใกล้เคียงกับ Analog Master Tape อย่างที่สุด เพื่อนักฟังตัวยงโดยเฉพาะ
Master Fidelity ก่อตั้งขึ้นที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ภายใต้ชื่อบริษัท Merging Fidelity Inc. ในปี 2015 โดยได้ร่วมมือกับ Merging Technologies จากสวิตเซอร์แลนด์ (ผู้สร้างระบบบันทึกเสียง Pyramix ที่เป็นมาตรฐานโลก) ในการพัฒนาซีรีส์ NADAC สำหรับกลุ่ม Home Audio ต่อมาได้มีการเปลี่ยนผ่านโดยถูกควบรวมกับ Sennheiser ในปี 2022 และมุ่งเน้นไปที่ตลาดมืออาชีพ ทีมงานเดิมจึงได้นำเทคโนโลยี ‘NADAC’ มาพัฒนาต่อยอดและรีแบรนด์เป็น Master Fidelity เพื่อทำตลาดผู้บริโภคระดับสูงอย่างเต็มตัว
ความโดดเด่นที่สำคัญ ทาง Master Fidelity นั้นไม่ได้ใช้ชิป DAC สำเร็จรูปแบบ On-The-Shelf เหมือนแบรนด์ทั่วไป แต่ใช้วิธีการออกแบบวิศวกรรมขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยการพัฒนาชิปประมวลผล “ASIC” (Application-Specific Integrated Circuit) ของตัวเอง ซึ่งใช้การแปลงสัญญาณแบบ Pure 1-bit Technology ที่ผ่านการขัดเกลาจนถึงขีดสุด ทำให้ได้เสียงที่เป็นธรรมชาติและมีความต่อเนื่องสูง อันเป็นการก้าวข้ามข้อจำกัดของชิป DAC ทั่วไป สามารถควบคุมความแม่นยำของสัญญาณได้สูงสุดอย่างที่ต้องการ
นอกจากนี้ วิศวการของ Master Fidelity ยังได้ออกแบบใช้ Hybrid Oven Controlled Power Supply-ระบบจ่ายไฟที่มีการควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ เพื่อลดสัญญาณรบกวนและความคลาดเคลื่อนของเวลา (Jitter) ในระดับที่เครื่องเสียงทั่วไปทำไม่ได้ ร่วมกับการพัฒนา Network Attached (Ravenna/AES67) ใช้การส่งสัญญาณผ่านระบบ Network เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของ USB และรองรับไฟล์คุณภาพสูงทั้ง DSD และ DXD
ผลิตภัณฑ์ในตระกูล NADAC ของ Master Fidelity ถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกันเป็นระบบแบบ Digital Suite โดยมีบุคคลสำคัญ ได้แก่ Xu Weisheng (CEO) วิศวกรเสียงผู้มีประสบการณ์ และ Dominique Brulhart (อดีต CTO ของ Merging) ผู้อยู่เบื้องหลังซอฟต์แวร์บันทึกเสียงระดับโลก เป็นหัวเรือใหญ่ของบริษัท
Prestige HiFi (ห้อง Krungthep 3 ชั้น 9) เป็นอีกห้องที่จัดโชว์ผลิตภัณฑ์แบบเน้นๆ หลายรายการด้วยกัน โดยเป็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ล่าสุดถึง 4 รายการ ซึ่งได้แยกจัดโชว์ไว้ใน 2 ซิสเต็มหลักที่แต่ละซิสเต็มนั้นน้าทอมมี่ (จิระ เมืองมั่น) ได้เลือกเฟ้นอุปกรณ์ร่วมใช้งานอย่างอลังการ *ดาวเด่นของ System 1 เป็นการเปิดตัวแหล่งสัญญาณระดับสุดๆ ของทั้งอะนาลอกและดิจิทัลเป็นครั้งแรก-เทิร์น TechDAS : Air Force IV และสตรีมเมอร์ Innuos : Nazaré ส่งผ่านสัญญาณสู่ CH Precision : P1 (Phono Amplifier) และ CH Precision : C1.2 (DAC) ตามลำดับ เข้าสู่ไลน์ ปรีแอมป์ CH Precision : L1 และเพาเวอร์แอมป์ CH Precision : A1.5 ทำหน้าที่ขับขานลำโพง Dynaudio : Confidence 50
โดยมี Shunyata Research : Everest-X Shelf ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกเช่นกัน ทำหน้าที่เป็นเครื่องจ่ายไฟระดับไฮ-เอนด์ให้กับซิสเต็มนี้ และในส่วนของสายไฟเข้าเครื่องและสายสัญญาณทั้งหมดเป็นของ Shunyata Research : Alpha-X & Sigma-X Cables; ในส่วนของชั้นวางเป็นของ TAOC : ASR III 4S 2x และบอร์ดรองระบบเครื่องเสียง TAOC : Audio Board 65G
• ดาวเด่นของของ System 2 นี้อยู่ที่เทิร์น TechDAS : Air Force V-แหล่งสัญญาณระดับสุดทางฟากฝั่งอะนาลอก และสตรีมเมอร์ Innuos : STREAM 3 กับ Innuos : STREAM 1 & LPS 1 –แหล่งสัญญาณระดับสุดทางฟากฝั่งดิจิทัล ส่งผ่านสัญญาณสู่ CH Precision : I1 (Integrated Amp) ทำหน้าที่ขับขานลำโพง Dynaudio : Confidence 20
โดยมี Shunyata Research : Denali X Limited Edition Power Conditioner ทำหน้าที่จ่ายไฟให้กับซิสเต็มนี้ และในส่วนของสายไฟเข้าเครื่องและสายสัญญาณทั้งหมดเป็นของ Shunyata Research : Theta Series; ในส่วนของชั้นวางเป็นของ TAOC : ASR III 4S 1x และบอร์ดรองระบบเครื่องเสียง TAOC : Audio Board 50G
ความโดดเด่นของ TechDAS (Technical Design and Audio Systems) ที่นับเป็นผู้นำด้านเครื่องเล่นแผ่นเสียงระดับ Hi-End จากญี่ปุ่น พัฒนาโดย Hideaki Nishikawa ผู้ออกแบบระดับตำนานจาก Micro Seiki โดยเน้นวัสดุและการผลิตที่ประณีต ซึ่งได้นำเทคโนโลยี “Air” (อากาศ) มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อขจัดแรงสั่นสะเทือนและความไม่สมบูรณ์ของแผ่นเสียงให้หมดไป ทั้งในแง่ของ Air Bearing Platter ด้วยการใช้ปั๊มลมแรงดันสูงส่งอากาศไปทำให้แพลตเตอร์ (Platter) ลอยตัวขึ้นจากฐาน ประมาณ 0.03 มม. อันเป็นการลดแรงเสียดทาน ทำให้การหมุนจะเป็นไปอย่างอิสระและเงียบสงัดที่สุด (Zero Friction) ซึ่งเมื่อไม่มีการสัมผัสทางกายภาพของลูกปืน จึงไม่มีการส่งผ่านเสียงรบกวนแบบ Mechanical Noise ทำให้พื้นหลังของเสียงสงัดมาก (Black Background)
นอกจากนี้, หนึ่งในปัญหาใหญ่ของแผ่นเสียงคือ “ความไม่เรียบ” หรือแผ่นงอ (Warped) ซึ่ง TechDAS ได้ใส่ระบบสุญญากาศ Vacuum Hold-Down เพื่อดูดแผ่น LP ให้แนบสนิทไปกับแพลตเตอร์ ช่วยให้หัวเข็มอ่านร่องเสียงได้อย่างนิ่งและแม่นยำที่สุด ลดการ
แกว่งของโทนอาร์ม ซึ่งเมื่อแผ่นเสียงแนบสนิทกับแพลตเตอร์ที่มีน้ำหนักมาก แผ่นเสียงจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมวลแพลตเตอร์ ช่วยลดความสั่นสะเทือนของตัวแผ่นเองขณะเล่น
ทั้งนี้ ปัจจุบัน TechDAS ได้ออกผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ล่าสุด “Air Force IV” ที่เปิดตัวในปี 2025 โดยวางตำแหน่งเป็น “รุ่นระดับกลาง” ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างรุ่นเริ่มต้นอย่าง Air Force V Premium และรุ่นพี่ใหญ่อย่าง Air Force III Premium S โดยยังคงจุดเด่นและเทคโนโลยีหลักของ TechDAS นับตั้งแต่ระบบ Air Bearing & Vacuum Hold-Down รวมถึงชุดมอเตอร์แยกส่วน (Outboard Motor) ที่เป็นมอเตอร์ AC synchronous ถูกแยกออกจากตัวเครื่องหลักเพื่อป้องกันการสั่นสะเทือน และแพลตเตอร์ชิ้นเดียว (One-Piece Platter) กลึงจากอะลูมิเนียมอัลลอยด์ ‘A5056’ น้ำหนักประมาณ 9 กิโลกรัม ช่วยเพิ่มไดนามิกและขยายช่วงความถี่ โดย
สามารถรองรับการติดตั้งโทนอาร์มได้ถึง 3 ตัวพร้อมกัน ระบบกันสะเทือนประสิทธิภาพสูง ใช้ขาตั้งระบบกันสะเทือน 4 จุด ที่มีเทคโนโลยีและวัสดุคล้ายรุ่น Air Force III Premium S
สรุปผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจของ TechDAS-TechDAS Air Force Zero : รุ่นเรือธงที่เน้นความสุดโต่งในทุกด้าน น้ำหนักรวมกว่า 350 กก./ TechDAS Air Force One Premium : รุ่นยอดนิยมในกลุ่มนักเล่นระดับสูงสุด มอบความสมดุลระหว่างเทคโนโลยีและเสียง/ TechDAS Air Force V Premium : รุ่นที่ออกแบบมาให้กะทัดรัดขึ้นแต่ยังคงเทคโนโลยี Air Bearing และ Vacuum ไว้ครบถ้วน
ในส่วนของ Innuos : Nazaré เครื่องเล่นเพลงและเซิร์ฟเวอร์ (Music Server/Streamer) ระดับ Flagship รุ่นใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ Innuos ประเทศโปรตุเกส ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเป็นมาตรฐานใหม่ของระบบเสียงดิจิทัลไฮ-เอนด์ รองรับการใส่ SSD ภายในได้สูงสุดถึง 16TB และรองรับไฟล์ความละเอียดสูงระดับ PCM 32bit/768kHz และ DSD512
ชื่อ “Nazaré” นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากคลื่นยักษ์ในเมืองนาซาเร่ ที่สะท้อนถึงพลังและความสมจริงของเสียง โดดเด่นด้วยระบบประมวลผลชั้นสูง ใช้เมนบอร์ด ‘PreciseAudio’ ที่ปรับแต่งมาเป็นพิเศษ พร้อมบอร์ด ‘PreciseUSB’ และ ‘PreciseNET’ ที่เชื่อมต่อกับ CPU โดยตรง เพื่อลดสัญญาณรบกวนและเพิ่มความแม่นยำในการรับส่งข้อมูล ทั้งยังใช้ภาคจ่ายไฟระดับอ้างอิงที่เป็นเทคโนโลยี GaN-ARC8 และตัวเก็บประจุขนาดมหึมาถึง 752,000μF ทำงานร่วมกับหม้อแปลงเทอร์รอยด์คู่ (400VA) เพื่อให้ได้กระแสไฟที่สะอาดและนิ่งที่สุด
“Nazaré” ใช้ตัวถังทำจากอะลูมิเนียมเกรดพรีเมียมเพื่อกำจัดความสั่นสะเทือน ควบคู่การใช้เทคโนโลยี ‘SmartStack’ และขาตั้งจาก ‘IsoAcoustics’ เพื่อสลายแรงสั่นสะเทือนที่อาจส่งผลต่อคุณภาพเสียง ทั้งนี้ในอนาคต Nazaré จะพัฒนาเป็นระบบ 3 ชิ้น ประกอบด้วยตัวเครื่องหลัก, NazaréFLOW (ภาค Output Stage) และ NazaréNET (Audiophile Network Switch)
สำหรับ Dynaudio : Confidence 50 ลำโพงตั้งวางพื้น (Floorstanding) แบบ 3 ทาง รุ่นรองท็อปในซีรีส์ระดับเรือธง ซึ่งออกแบบมาเพื่อส่งมอบประสิทธิภาพระดับ Flagship ในขนาดที่สมดุล โดยนำเทคโนโลยีระดับสูงสุดจาก Dynaudio Labs มาใช้เพื่อสร้างมิติเสียงที่กว้างขวางและสมจริง โดดเด่นด้วยการใช้ทวีตเตอร์ระดับสร้างชื่อของวงการ ‘Esotar3’ ซอฟต์โดม ทวีตเตอร์ขนาด 28 มม. รุ่นที่ดีที่สุดของแบรนด์ มาพร้อมโดมชั้นใน ‘Hexis’ เพื่อสลายเสียงสะท้อนและลดเรโซแนนซ์ ช่วยให้เสียงแหลมสะอาดและมีรายละเอียดสูง รวมถึง DDC (Dynaudio Directivity Control) Lens System ที่เป็นเทคโนโลยีควบคุมทิศทางเสียงเจเนเรชันใหม่ ซึ่งใช้แผงหน้ากากอะลูมิเนียมคอมโพสิต ‘Compex’ และท่อนำคลื่นความแม่นยำสูง เพื่อบีบ “ลำแสง” ของเสียงให้พุ่งตรงไปยังตำแหน่งนั่งฟัง ลดการสะท้อนจากพื้นและเพดานได้มากกว่า 75%
รวมถึงการใช้วูฟเฟอร์ MSP ขนาด 18 ซม.จำนวน 2 ตัว มาพร้อมแม่เหล็กนีโอไดเมียมและวอยซ์คอยล์ทองแดงเพื่อให้เบสที่รัดกุมและทรงพลัง ส่วนดอกลำโพงเสียงกลางใช้ขอบยางแบบ Horizon Surround ที่เรียบเนียนไปกับหน้ากากลำโพง เพื่อลดการหักเหของเสียง ควบคู่กับพอร์ตระบายเบส ติดตั้งอยู่ด้านล่างตัวตู้ ช่วยให้การจัดวางลำโพงทำได้ง่ายขึ้นแม้ในห้องที่มีพื้นที่จำกัดหรือวางใกล้ผนัง
Save Audio & Video (ห้อง Sukhumvit 9 ชั้น 3) นับว่า น่าสนใจสำหรับใครที่ชื่นชอบลำโพงประเภทแผ่นแบนบาง เพราะเป็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ล่าสุดจาก Magnepan : 30.7x โดยใช้ชุดอัปเกรด “X Series” เพื่อรีดประสิทธิภาพสูงสุดของระบบลำโพงแผ่นแบบ Planar Magnetic ออกมาให้ถึงขีดสุด ผ่านการขับขานร่วมกับ Analog Domain : Isis M75 D เป็นครั้งแรกในประเทศไทย
ทั้งนี้ Magnepan : 30.7x ลำโพงรุ่นเรือธง (Flagship) ระดับไฮ-เอนด์จาก Magnepan ที่พัฒนาต่อยอดมาจากรุ่น 30.7 โดยใช้ชุดอัปเกรดล่าสุด “X Series” โดดเด่นด้วยดีไซน์ 4 แผง (Four-Panel System) แยกกันข้างละ 2 แผง (ขนาดสูงประมาณ 6.5 ฟุต) โดยแยกแผงเสียงต่ำ (Bass) และแผงเสียงกลาง-แหลม (Midrange/Tweeter) ออกจากกันอย่างอิสระ เพื่อลดการกวนกันของคลื่นเสียง ทำหน้าที่ระบบเสียง 4 ทาง (Four-Way)
Magnepan : 30.7x ออกแบบใช้เทคโนโลยีไดรเวอร์ผสมผสานระหว่าง True Ribbon Tweeter (แหลมแท้) และ Quasi-Ribbon สำหรับเสียงกลางและเบส ให้รายละเอียดเสียงที่สมจริงและเวทีเสียงที่กว้างขวาง; ทำการอัปเกรดอุปกรณ์ภายในด้วยวัสดุเกรดพรีเมียม ตัวเก็บประจุ (Capacitors) เปลี่ยนเป็นชนิด Polypropylene คุณภาพสูงที่มีทองแดงเป็นส่วนประกอบ, คอยล์ (Inductors) ใช้ขดลวดทองแดงเบอร์ใหญ่ขึ้นแบบ Air-core เพื่อลดความเพี้ยน, เดินสายภายใน (Wiring) ด้วยสายทองแดงแกนเดี่ยวคุณภาพสูงและจัดทางเดินสัญญาณให้สั้นที่สุด พร้อม Adjustable Midbass Control สามารถปรับจูนเสียงเบสช่วงกลางได้ เพื่อให้เข้ากับสภาพอะคูสติกของห้องฟัง
“30.7x” ขึ้นชื่อเรื่องการถ่ายทอดเสียงที่ “ไร้ตู้” (Boxless Sound) ทำให้ได้เสียงที่เป็นธรรมชาติเหมือนวงดนตรีมาเล่นอยู่ตรงหน้า มีความโปร่งใสสูง (Transparency) และความเร็วในการตอบสนองที่ฉับไว (Transient Response) เหมาะมากสำหรับเพลงแนว Acoustic, Jazz และ Orchestra ขนาดใหญ่
โดยที่ Analog Domain : DAC1 เป็นเครื่องแปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นอะนาลอก (DAC) ระดับอ้างอิง (Reference) ซึ่งออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับแอมปลิฟายเออร์ซีรีส์ Isis โดยเฉพาะ (มีหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ และปุ่มควบคุมที่เรียบหรู ออกแบบมาให้วางคู่กับ Isis M75 ได้อย่างลงตัว) มีจุดเด่นในการรักษาบุคลิกเสียงให้เป็นธรรมชาติ และมีความเป็น “อะนาลอก” สูง พร้อมรองรับไฟล์
ในส่วนของ Analog Domain เป็นผู้ผลิตเครื่องเสียงระดับ High-End จากประเทศเยอรมนี ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี DXDrive™ ระบบควบคุม Bias แบบไดนามิกที่ช่วยลดความเพี้ยนโดยไม่ต้องใช้การตรวจจับความร้อนแบบเดิม-ความเที่ยงตรงสูง เน้นการถ่ายทอดสัญญาณเสียงแบบแอนาล็อกที่บริสุทธิ์ เพื่อให้ได้เสียงที่สมจริงและมีพลังเหมือนการฟังดนตรีสด-ตัวเครื่องทำจากอะลูมิเนียมเกรดสูงที่ขึ้นรูปด้วยเครื่อง CNC จนเกือบจะเป็นสุญญากาศ เพื่อป้องกันแรงสั่นสะเทือน ฝุ่น และน้ำ
ความละเอียดสูง (High-Resolution Audio) ผ่านช่องเสียบต่อ Input ครบครัน ทั้ง USB, AES/EBU, Coaxial และ Optical; ช่องเสียบต่อ Output มีทั้งแบบ Balanced (XLR) และ Unbalanced (RCA)
โดดเด่นด้วยคุณสมบัติ-Zero-Jitter Technology ใช้ระบบจัดการสัญญาณนาฬิกาที่แม่นยำสูง เพื่อกำจัดความคลาดเคลื่อนของจังหวะเวลา (Jitter) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เสียงดิจิทัลขาดความต่อเนื่อง; Discrete Output Stage ภาคเอาต์พุตใช้อุปกรณ์แยกชิ้น (Discrete) เกรดพรีเมียมแทนการใช้ชิปสำเร็จรูปทั่วไป เพื่อคุณภาพเสียงที่เอิบอิ่ม และมีไดนามิกเรนจ์ที่กว้าง
โดยที่ข้อมูลดิจิทัลขาเข้าทั้งหมดจะถูกแปลงเป็น 24-bit และทำ Asynchronous Resampling ด้วยอัตราที่สูงมาก เพื่อขจัดปัญหา Jitter และความคลาดเคลื่อนของเวลา ร่วมกับการใช้ตัวแปลงสัญญาณแบบ 24-bit Precision พร้อมระบบ Third order sigma delta noise shaper และ 31 Level Quantizer เพื่อให้ได้ค่าความเพี้ยน (THD) ที่ต่ำเป็นพิเศษ ทั้งนี้ Angel Despotov ผู้ออกแบบ
ตั้งใจให้ผู้ใช้ “ผ่อนคลาย” โดยไม่ต้องกังวลกับการปรับตั้งค่า Digital Filter หรือดูตัวเลข Sample Rate ที่หน้าจอ เพราะตัวเครื่องจะเลือกโหมดที่เหมาะสมทางคณิตศาสตร์ให้โดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ยังมีรุ่น DAC1V ที่เป็น DAC1 ซึ่งมาพร้อมระบบควบคุมระดับเสียง (Volume Control) ในตัว ด้วยการใช้ระบบ Analog Stepped Logarithmic Attenuator 127 ขั้น ซึ่งเป็นการควบคุมในภาคอะนาลอกที่มีความแม่นยำสูง ช่วยให้สามารถต่อตรงเข้ากับเพาเวอร์แอมป์ได้โดยไม่ต้องผ่านปรีแอมป์
สำหรับ Isis M75 D (Integrated Amplifier) หนึ่งในซีรีส์ผลิตภัณฑ์ของ Analog Domain ที่ออกแบบโดย Angel Despotov เน้นความเที่ยงตรงของเสียง และกำลังขับที่สูงเกินตัว ด้วยเทคโนโลยี Excalibur Circuit ที่เป็นวงจรลิขสิทธิ์เฉพาะ จับคู่กับ Analog Domain : DAC1 เครื่องแปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นอะนาลอกระดับอ้างอิง (Reference) ที่ออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับแอมปลิฟายเออร์ซีรีส์ Isis โดยเฉพาะ ด้วยคุณสมบัติโดดเด่น-Zero-Jitter Technology กำจัดความคลาดเคลื่อนของจังหวะเวลา (Jitter) ร่วมกับ Discrete Output Stage ใช้อุปกรณ์แยกชิ้น (Discrete) เกรดพรีเมียมแทนการใช้ชิปสำเร็จรูปทั่วไป
“Excalibur Circuit” เป็นวงจรลิขสิทธิ์เฉพาะที่ช่วยให้การขยายสัญญาณมีความเพี้ยนเกือบเป็นศูนย์ (Near-zero Distortion) และมี Noise Floor ที่ต่ำมาก พร้อมด้วยกำลังขับที่ทรงพลัง ให้กำลังขับสูงถึง 250W ที่ 8 โอห์ม และเพิ่มขึ้นเป็น 400W ที่ 4 โอห์ม ต่อแชนเนลในโหมด Stereo ทั้งยังมีความยืดหยุ่นสูงสามารถทำเป็น Monoblock ในโหมด Bridged เพื่อเพิ่มกำลังขับได้สูงถึง 500W ที่ 8 โอห์ม หรือ 1,000W ที่ 4 โอห์ม นอกจากนี้ Damping Factor ยังมีค่าสูงกว่า 1,000 ทำให้ควบคุมลำโพงขนาดใหญ่ หรือลำโพงที่ขับยากได้ดีเยี่ยม
• Analog Domain รุ่น Isis M75PW (ตัวเครื่องสีขาว) และ Isis M75PK (ตัวเครื่องสีดำ) Power Amplifier ระบบ 2 แชนเนลในตระกูล Isis ซึ่งถูกออกแบบมาให้เป็นภาคขยายสัญญาณบริสุทธิ์ โดยไม่มีส่วนควบคุมระดับเสียง (Volume Control) เพื่อให้ได้ทางเดินสัญญาณที่สั้นและสะอาดที่สุด ใช้เทคโนโลยีวงจร Excalibur ลิขสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ ซึ่งให้ความเพี้ยนต่ำเกือบเป็นศูนย์และมีกำลังสำรองมหาศาล ให้กำลังขับสูงถึง 250W ที่ 8 โอห์ม และเพิ่มขึ้นเป็น 400W ที่ 4 โอห์ม ต่อแชนเนลในโหมด Stereo ทั้งยังมีความยืดหยุ่นสูงสามารถทำเป็น Monoblock ในโหมด Bridged เพื่อเพิ่มกำลังขับได้สูงถึง 500W ที่ 8 โอห์ม หรือ 1,000W ที่ 4 โอห์ม โดดเด่นด้วยวงจร Class AB+G ที่ใช้ระบบจ่ายไฟแบบ Tiered Power Supply เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการความร้อนและลดการสูญเสียพลังงาน
• Analog Domain : The Apollo แอมปลิฟายเออร์แบบ Monoblock ระดับ Flagship รุ่นที่ทรงพลังที่สุดในตระกูล DX9 โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งมอบกำลังขับมหาศาล ด้วยกำลังขับที่ 4,000 วัตต์ ที่ 8 โอห์ม และพุ่งสูงถึง 8,000 วัตต์ ที่ 4 โอห์ม ตัวเครื่องใช้โครงสร้างแชสซีแบบ M4R4
• Analog Domain : The Athene เป็นระดับ Flagship รุ่นรองลงมาจาก Apollo แต่ยังคงใช้แชสซี M4R4 และมีวงจร Output Stage แบบกระแสสูงเช่นเดียวกัน โดยให้กำลังขับอยู่ที่ 2,000 วัตต์ ที่ 8 โอห์ม
Life Audio (ห้อง Sukhumvit 2 ชั้น 3) เป็นอีกห้องที่จัดหนักจัดเต็มกับการเซตอัปอย่างเต็มที่ ไม่มีให้เสียชื่อน้าหน่อย ร่วมกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ระดับเรือธงเป็นครั้งแรกจากหลายหลากแบรนด์ดัง-Innuos : Nazaré ร่วมกับ CH Precision : C10–Reference
DAC System รวมถึงปรี-เพาเวอร์แอมป์ระดับอ้างอิงล่าสุดของ Dan D’Agostino : Momentum C2 และ Dan D’Agostino : Momentum Z กระทั่งสุดยอดลำโพง Canton : Reference Alpha 2
C10-Reference DAC System ในตระกูล 10 Series ของ CH Precision จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นับเป็นระดับ Statement DAC ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของรุ่นเดิมอย่าง C1.2 โดยเน้นความเป็น “Pure DAC” ที่ตัดฟังก์ชันเสริมอย่างการควบคุมระดับเสียง (Volume Control) ออกเพื่อมุ่งเน้นความบริสุทธิ์ของสัญญาณดิจิทัลสูงสุด
C10 “Statement DAC” ถูกสร้างขึ้นจากหลักการที่แตกต่างจากทั่วไป นั่นคือ การสร้างเสียงดิจิทัลที่น่าเชื่อถือไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงแค่เสียงรบกวนต่ำ, ความเป็นเส้นตรง หรือความแม่นยำของความถี่เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับการรักษาความสัมพันธ์เชิงเวลา ซึ่งทำให้ดนตรีมีความชัดเจนและสมจริง ‘C10’ พัฒนาขึ้นภายใต้วัฒนธรรมแห่งการคิดค้นของ CH Precision และเป็นตัวแปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นอะนาลอกระดับเรือธงของบริษัท ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกที่สร้างขึ้นเพื่อการสร้างคลื่นเสียงดิจิทัล การแปลงสัญญาณแบบกำหนดได้ และความเที่ยงตรงในโดเมนเวลา
ทั้งนี้ C10 ประกอบด้วย Master DAC และ Conductor ซึ่งแต่ละส่วนมีหน้าที่เฉพาะตัว ‘Master DAC’ ทำหน้าที่แปลงข้อมูลดิจิทัลเป็นสัญญาณอะนาลอกด้วยสถาปัตยกรรมการแปลงสัญญาณที่ล้ำสมัยที่สุดของ CH Precision ในขณะที่ ‘Conductor’ ทำหน้าที่จัดการการประมวลผล, การกำหนดเวลา และการควบคุมระบบ เพื่อให้การแปลงสัญญาณเกิดขึ้นภายใต้สภาวะที่เหมาะสมยิ่งขึ้น สถาปัตยกรรมนี้แยกส่วนดิจิทัลและอะนาลอกที่สำคัญที่สุดออกจากกันทางไฟฟ้า โดยแยกอยู่ในตัวเครื่องที่ใช้พลังงานอิสระ เพื่อให้ความแม่นยำในการประมวลผล, ความสมบูรณ์ของการแปลงสัญญาณ และความบริสุทธิ์ของสัญญาณอะนาลอกสามารถทำงานในสภาพแวดล้อมที่แยกจากกันทางไฟฟ้าได้ การรบกวนข้ามโดเมนถูกกำจัด ความเสถียรของเวลาได้รับการปรับปรุง และโครงสร้างทางดนตรีได้รับการรักษาไว้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
CH Precision : C10 โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรม DAC แบบ R2R โดยใช้ชิป ‘PCM1704’ จำนวนถึง 16 ตัว จัดเรียงแบบ DSQ™ Phase Array (ข้างละ 8 ตัว) ทำงานร่วมกับอัลกอริทึม PEtER ประมวลผลแบบ 32-bit Fixed-Point การออกแบบแยกเป็น 2 ตัวเครื่อง (Twin-Chassis) โดยแยกส่วนวงจรประมวลผลเสียงและชุดจ่ายไฟออกจากกัน เพื่อลดสัญญาณรบกวน พร้อมด้วยชุดภาคจ่ายไฟมีหม้อแปลง 3 ตัว และคาปาซิเตอร์รวมกว่า 1.5 ฟารัด
CH Precision : C10 ให้ความแม่นยำอย่างที่สุดระดับ Femtosecond โดยมีการใช้ตัวกรอง Bessel แบบ Sallen-Key ลำดับที่ 3 ซึ่งช่วยลดค่าความผิดเพี้ยนของเวลา (Propagation Error) ให้ต่ำกว่า 2 เฟมโตวินาที ให้การรองรับไฟล์ระดับ Native DSD512, MQA เต็มรูปแบบ และ PCM สูงสุด 32-bit/768kHz ผ่าน CH-LINK HD นอกจากนี้ยังรองรับการสตรีมมิ่งผ่าน AirPlay และรองรับ Roon Ready รวมถึง Tidal Connect
ที่สำคัญ CH Precision : C10 ได้รับการออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นสูง-C10 Mono : สามารถอัปเกรดเป็นระบบ Dual-Mono ได้โดยการเพิ่มชุดจ่ายไฟตัวที่สอง พร้อมกับ Modular Slots โดยมีสล็อตว่างสำหรับเพิ่มการ์ด Ethernet Streaming HD หรือ Clock Sync สำหรับเชื่อมต่อกับนาฬิกาภายนอกอย่าง T10 ได้อีกด้วย
C10 “Statement DAC” คือ สุดยอดนวัตกรรมจาก CH Precision ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพสูงสุดของระบบดิจิทัล เมื่อการทำงานของนาฬิกา (Clocking), การเพิ่มความถี่สัญญาณ (Upsampling), การแปลงสัญญาณ (Conversion), อะนาลอก เอาต์พุต (Analog Output) และสถาปัตยกรรมพลังงาน (Power Architecture) ถูกรวมเข้าเป็นระบบเดียวกันอย่างสอดคล้อง
จาก CH Precision : C10 ส่งผ่านสัญญาณสู่ปรีแอมป์ Dan D’Agostino : Momentum C2 ที่ได้รับการอัปเกรดมาจากรุ่น Momentum HD และ Dan D’Agostino : Momentum Z โมโน เพาเวอร์แอมป์ระดับอ้างอิงล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวในช่วงต้นปี 2026 เพื่อฉลองครบรอบ 15 ปีของแบรนด์ ร่วมกันขับขาน Canton : Reference Alpha 2-ลำโพงตั้งพื้นระดับเรือธงล่าสุด ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของคุณภาพเสียงและการดีไซน์ที่ไร้ขีดจำกัด
ทั้งนี้ Momentum C2 ยังคงรักษาเอกลักษณ์การแยกส่วนของภาคจ่ายไฟออกจากวงจรประมวลผลเสียง เพื่อป้องกันการกวนกันของสัญญาณไฟฟ้า โดยมีจุดเด่นสำคัญที่ภาคอินพุตใช้วงจรแบบใหม่ Complementary Four-Circuit Topology ที่ประกอบด้วยทรานซิสเตอร์ JFET 4 ตัว ทำงานแบบ Push-pull ช่วยเพิ่ม Impedance ได้สูงมากและลดเสียงรบกวน (Noise) ลงอย่างชัดเจน ทั้งยังมีการนำเทคโนโลยีและมาตรฐานจากรุ่น Relentless จากรุ่นเรือธงท็อปสุดของแบรนด์มาปรับใช้ เพื่อยกระดับรายละเอียดเสียงและไดนามิก ยิ่งกว่านั้น ‘Momentum C2’ ยังเป็นแบบ Modular Design รองรับการเพิ่มโมดูลเสริม เช่น Digital Streaming Module เพื่อเล่นเพลงผ่านระบบ Cloud หรือ NAS และรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย (Wi-Fi/Bluetooth) ได้อีกด้วย
ในส่วนของ Momentum Z เป็นเพาเวอร์แอมปลิฟายเออร์แบบ Monoblock รุ่นล่าสุดที่ยกระดับเทคโนโลยีจากซีรีส์ Momentum เดิมขึ้นไปอีกขั้น อันโดดเด่นด้วยนวัตกรรม JFET Input Stage นับเป็นแอมป์รุ่นแรกของ D’Agostino ที่ใช้ทรานซิสเตอร์แบบ JFET ในภาคอินพุต ซึ่งช่วยให้มีค่า Impedance สูงมากและมีเสียงรบกวน (Noise) ต่ำยิ่งยวด ส่งผลให้พื้นหลังสงัดและถ่ายทอดรายละเอียดเสียงระดับ Micro-detail ได้ดีขึ้น ควบคู่กับ Kinetic Drive Regulator เทคโนโลยีภาคจ่ายไฟใหม่ล่าสุด ที่ช่วยให้แอมป์มีความเสถียรสูงและไม่หวั่นไหวต่อความไม่คงที่ของกระแสไฟฟ้า AC พร้อมส่งมอบพละกำลังมหาศาลภายใต้กำลังขับ 500 วัตต์ที่ 8 โอห์ม, 1,000 วัตต์ที่ 4 โอห์ม และสามารถพุ่งไปได้ถึง 2,000 วัตต์ที่ 2 โอห์ม ทำให้ขับลำโพงที่ขับยากที่สุดได้ทุกรุ่น
สำหรับลำโพงที่ใช้ในซิสเต็มเป็นรุ่น Reference Alpha 2-ลำโพงตั้งพื้นระดับ Hi-End รุ่นใหม่ล่าสุดในซีรีส์เรือธง (Flagship) จาก Canton แห่งประเทศเยอรมนี ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของคุณภาพเสียงและการดีไซน์ที่ไร้ขีดจำกัด พร้อมด้วยเทคโนโลยี Room Compensation มีสวิตช์ปรับจูนเสียงด้านหลังที่สามารถเพิ่มหรือลดระดับเสียงเบส กลาง และแหลมได้ขั้นละ 1.5 เดซิเบล เพื่อให้เข้ากับสภาพอะคูสติกของห้องฟัง กับทั้งยังใช้สายสัญญาณและสายไฟเข้าเครื่องของ Tara Labs cables จากสหรัฐอเมริกา
ความประทับใจจากการรับฟังซิสเต็มต่างๆ ในงาน BIAV SHOW 2026
จากความที่ซิสเต็มของแต่ละบริษัท แต่ละห้างร้านที่ร่วมออกงาน BIAV SHOW 2026 ล้วนได้รับการเลือกเฟ้นมาอย่างดี จนพูดได้เต็มปากว่า “ขนของมาประชันศักดิ์ศรีกัน” ทั้งยังคำนึงถึงความแมทชิ่งของอุปกรณ์ร่วมใช้งานอย่างลึกซึ้งสุดฝีมือกันจริงๆ “ไม่มีใครยอมใคร” !! และล้วนทุ่มเทกับการเซตอัปซิสเต็มที่จัดโชว์อย่างเต็มที่ ชนิดที่ว่าหาโอกาสที่จะได้ฟัง “สุดยอดของโลก” ระดับกว่าสิบล้านบาทไทย นับสิบซิสเต็มมารวมตัวกันเยี่ยงนี้ให้ได้รับฟังทั้งวันตลอดสามวันในสถานที่สุดอลังการแห่งเดียวกันนั้น-ยากส์ยิ่งนัก
แน่นอนว่า เป้าประสงค์ของผู้เข้าชมงานนี้อย่างล้นหลามร่วมหมื่นคน ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของการมีโอกาสได้รับฟังศักยภาพทางเสียงของแต่ละซิสเต็มที่สามารถนำเสนอได้อย่างเปี่ยมในคุณภาพ “เนื้อแท้” จากแต่ละห้องโชว์ที่จัดเตรียมไว้อย่างอลังการยิ่งกว่า BIAV Show ทุกครั้งที่ผ่านมา
ห้องโชว์อันเป็นที่ยอมรับในความประทับใจ และพูดถึงต้องตรงกันอย่างมากมีอยู่หลายห้องด้วยกัน (จากทั้งหมด 13 ห้อง) ซึ่งหนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นห้อง Sukhumvit 3 ชั้น 3 ของ Audio Force ซึ่งเสียงที่ได้รับฟังจากลำโพง Fyne Audio : Vintage
Fifteen+SuperTrax ซึ่งขับขานจาก Chord : Ultimate Signature Limited Edition และ Chord : Dave Quartet M Scaler นั้น นับว่า สร้างความประทับใจเป็นอย่างมาก ทั้งจากความเอิบอิ่ม มีตัวตนของเสียง, รายละเอียดต่างๆ รวมทั้งเสียงรายรอบและสภาพมิติเสียงที่ให้ความรู้สึกอันสมจริง กระทั่งสามารถนั่งฟังได้อย่างยาวนานหลายชั่วโมงในอารมณ์น่าฟังไม่รู้หน่าย
อีกห้องที่ให้อารมณ์น่าฟังไม่รู้หน่าย นั่งฟังได้อย่างยาวนานต่อเนื่องกัน ไม่อยากลุกไปไหน ก็คือ ห้อง Sukhumvit 4 ชั้น 3 ของ Inventive AV (IAV) ซึ่งจัดโชว์เสียงของลำโพง Zellaton : Plural Evo จากการขับขานของปรีแอมป์ Master Collection “Line a” กับ+เพาเวอร์แอมป์ระดับ Flagship รุ่น Master Collection “POWERb Mono” จาก Karan Acoustics แห่งประเทศเซอร์เบีย ได้อย่างเต็มที่และน่าทึ่ง ซึ่ง Mr.Manuel Podszus ทายาทรุ่นหลานของ Dr.Emil Podszus ผู้ก่อตั้ง Zellaton ได้เดินทางมาร่วมเซตอัปลำโพงในห้องนี้ด้วยตนเอง…ทำเอาใครที่เดินเข้าไปฟัง ต่างนั่งฟังกันนานสองนานกับคุณภาพเสียงที่มีไดนามิกความฉับไว การแยกแยะตื้น-ลึกของเสียง สภาพความมีมิติที่ไล่ระดับชั้นสมจริงเป็นธรรมชาติ และเปี่ยมในพลังอย่างอิ่มเอมใจ
ห้อง Krungthep 3 ชั้น 9 ของ Prestige HiFi นับเป็นอีกห้องที่พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า ให้ความรู้สึกสุดๆ ของการรับฟัง จากทั้งคุณภาพเสียงของฟากฝั่งอะนาลอกและดิจิทัลที่คัดสรรมาอย่างสุดขั้ว จนกระทั่งห้องนี้ไม่เคยมีเก้าอี้ว่าง…ซึ่งเป็นฝีมือการเซตอัปอย่างสุดจริงของน้าทอมมี่-จิระ เมืองมั่น ที่ทำเอาลำโพงสูงราวเมตรครึ่งของ Dynaudio : Confidence 50 ล่องหนหายไป!! นอกจากนี้ ยังได้มีกิจกรรมพิเศษ-ร่วมด้วยช่วยกันฟังความแตกต่างอัลบั้มสุดลือลั่น “Jazz At The Pawnshop” ทั้ง 5 Versions สร้างบรรยากาศการฟังเทียบกันในแต่ละเวอร์ชันอย่างคึกครืนคึกคัก
อีกห้องที่มีผู้สนใจนั่งฟังกันทั้งวันตลอด 3 วัน ก็คือ Live Audio ห้อง Sukhumvit 2 ชั้น 3 ซึ่งก็ต้องชื่นชมในฝีมือการแมตชิ่งและเซตอัปซิสเต็มสุดเจ๋งของน้าหน่อยที่ทำได้อย่างเยี่ยมยอดมาโดยตลอดในทุก ๆ ครั้งของการจัดงาน BIAV SHOW และสำหรับงานครั้งนี้ ทุกคนได้รับฟังสรรพเสียงเยี่ยมยอด ครบเครื่องในทุกด้านจากลำโพง Canton : Reference Alpha 2 ที่ขับขานด้วย Dan D’Agostino : Momentum : Z และ Dan D’Agostino : Momentum C2 โดยมี CH Precision : C10-Statement DAC เป็นแหล่งสัญญาณต้นทาง
ห้อง Krungthep 1 ชั้น 9 ของ HiFi House by M Sound เป็นอีกห้องที่มีผู้สนใจเข้าฟังกันทั้งวันตลอด 3 วัน ด้วยคอนเซปต์การนำเสนอสัมผัสประสบการณ์เสียงไฮ-เอนด์แท้ “ที่สุดของนวัตกรรมดิจิทัล” มาเจอกับ “ตำนานแห่งเสียงหลอดสุญญากาศ” และ “ลำโพงนวัตกรรมใหม่จากฝรั่งเศส” จากแหล่งสัญญาณต้นทาง Music Streamer ระดับเรือธงฝีมือคนไทย ที่ทั่วโลกยอมรับ
“Fidelizer : Erawan” มอบความสงัดและรายละเอียดเสียงในระดับสูงสุด ด้วยระบบปฏิบัติการที่ปรับแต่งมาเพื่อการฟังเพลงโดยเฉพาะ ส่งต่อสัญญาณอะนาลอคไปยัง “Conrad-Johnson : ET3” ปรีแอมป์หลอดสุญญากาศรุ่นยอดนิยม ที่ถ่ายทอดพันธุกรรมมาจากรุ่นเรือธง (GAT) ให้เสียงที่มีความหวาน มีมิติแบบ 3D และเวทีเสียงที่กว้างขวางตามแบบฉบับ Conrad-Johnson ที่นักเล่นเครื่องเสียงทั่วโลกหลงรัก
จับคู่กับ “Conrad-Johnson : Classic One-Twenty” (CL120) เพาเวอร์แอมป์หลอดระดับคลาสสิก ที่ให้กำลังขับถึง 125 วัตต์ต่อแชนเนล มอบพละกำลังที่เหลือเฟือในการควบคุมลำโพง แต่ยังคงไว้ซึ่งความต่อเนื่อง ลื่นไหล และไดนามิกที่สมจริง พร้อมความเนียนนุ่ม ละมุนละไมในน้ำเสียง จากนั้นเข้าสู่สุดท้ายปลายทางแห่งการรับฟังด้วยลำโพง “Revival Audio : Atalante 7 Evo” ระบบ 3-ทาง ระดับพรีเมียมจากฝรั่งเศส อัปเกรดใหม่ล่าสุด ที่โดดเด่นด้วยดอกลำโพงนวัตกรรมเฉพาะตัว ให้เสียงเบสที่อิ่มลึก เสียงกลางที่โปร่งชัด และเสียงแหลมที่ทอดตัวไปได้ไกลอย่างไร้รอยต่อ รับรู้ได้ถึงการเซตอัปที่ให้ความสมจริง มีเนื้อหนัง พร้อมความอิ่มฉ่ำ ฟังได้นานโดยไม่ล้าหู
นอกจากนี้ ใครที่ได้เข้าชมงาน BIAV SHOW 2026 น่าจะยังตราตรึงใจกับการได้รับฟังศักยภาพทางเสียงของลำโพงประเภทแผ่นแบนบางถึง 2 แบรนด์ด้วยกัน จากทั้ง Diptyque Audio : Reference ที่ห้อง Sukhumvit 8 ชั้น 3 ของ Hi-End Audio และ Magnepan : 30.7x ที่ห้อง Sukhumvit 9 ชั้น 3 ของ Save Audio & Video เพราะแค่ผนังกั้นระหว่างห้องติดกัน ผู้สนใจก็สามารถเดินไป-มาฟังเทียบเคียงแนวทางเสียงกันได้ (ซึ่งยากที่จะหาโอกาสการรับฟังอย่างเต็มที่ในสภาพห้องที่เอื้ออำนวยการโชว์เสียงลำโพงประเภทนี้ได้ดี ๆ เยี่ยงนี้) อีกทั้งแต่ละห้องก็ได้ทำการเซตอัพการจัดโชว์ รวมถึงการพรีเซนต์ไว้อย่างสุดฝีมือ จนได้รับคำชมอย่างน่าชื่นใจ
ตัวแทนจากหลายแบรนด์ดังระดับโลกในงาน BIAV SHOW 2026
ที่สำคัญที่น่าจะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจร่วมกันของทั้งผู้จัดงาน, ผู้ร่วมจัดงาน และผู้เข้าชมงานก็คือ BIAV SHOW 2026 ที่ผ่านมานั้นได้มีทั้งเจ้าของแบรนด์ และผู้จัดการด้านตลาดของแบรนด์ดังหลายแบรนด์ด้วยกันที่ได้เดินทางตรงจากต่างประเทศมาที่งาน BIAV SHOW 2026 เสมือนมาดูงานในฐานะ “ตัวแทน” ของแบรนด์ และได้ร่วมเป็นที่ประจักษ์ในความสำเร็จของงาน BIAV SHOW 2026 นี้ กระทั่งเป็นที่ประทับใจและโฟสต์ถึงงานนี้กันมากมายในออนไลน์ อาทิ :-
# John Franks แห่ง Chord Electronics เขาเป็นทั้งผู้ก่อตั้ง, กรรมการผู้จัดการ (Managing Director) และหัวหน้าทีมวิศวกรออกแบบฝั่งอะนาลอกของ Chord Electronics จึงพูดได้ว่า เขาคือ ผู้อยู่เบื้องหลังความยอดเยี่ยมของภาค “อะนาลอก, แอมปลิฟายเออร์ และระบบภาคจ่ายไฟ” ทั้งหมดของ Chord นอกจากนี้เขายังเป็นผู้กำหนดทิศทาง, ปรัชญาการออกแบบ และภาพลักษณ์ความหรูหราร่วมสมัยของแบรนด์ ภายใต้ปรัชญาการทำงานของเขาว่า “ห้ามใช้วิธีแก้ปัญหาแบบขอไปที แต่ต้องแก้ที่ต้นตอของปัญหา”
ทั้งนี้แอมปลิฟายเออร์รุ่นแรกๆ ที่ John Franks ออกแบบนั้นได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว และถูกนำไปใช้ในสถานีวิทยุทีวี BBC รวมถึงห้องอัดเสียงระดับตำนานอย่าง Abbey Road Studios, Sony Music (New York) และ The Royal Opera House
# Rob Watts แห่ง Chord Electronics ในฐานะที่ John Franks คือ ผู้ให้กำเนิดแบรนด์ และผู้อยู่เบื้องหลังความยอดเยี่ยมของภาค “อะนาลอก, แอมปลิฟายเออร์ และระบบภาคจ่ายไฟ” ทั้งหมดของ Chord; Rob Watts วิศวกรเสียงชาวอังกฤษระดับตำนาน ก็คือ
มันสมองในฝั่ง “ดิจิทัล/DAC” ของ Chord และยังเป็น Digital Design Consultant ให้กับ Chord Electronics อีกด้วย เขาเป็นผู้พลิกโฉมวงการเครื่องเสียงไฮ-เอนด์ ด้วยการปฏิเสธการใช้ชิป DAC สำเร็จรูปในท้องตลาด แต่เลือกที่จะออกแบบและเขียนโปรแกรมโครงสร้างสถาปัตยกรรมดิจิทัลขึ้นเองทั้งหมดด้วยเทคโนโลยี FPGA (Field-Programmable Gate Array) ร่วมกับอัลกอริทึม WTA (Watts Transient Alignment) ซึ่งมุ่งเน้นความแม่นยำเรื่อง “มิติเวลาของสัญญาณเสียง” (Timing) เพื่อจำลองคลื่นเสียงอะนาลอกให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด ทั้งยังเด่นดังอย่างสุดๆ กับจำนวน Tap Lengths มหาศาล…ยิ่งค่า Tap สูงเท่าไหร่ การคำนวณเพื่อแปลงสัญญาณดิจิทัลกลับเป็นอะนาลอกยิ่งสมบูรณ์แบบเท่านั้น โดยอุปกรณ์ระดับท็อปของเขาขยับขยายขีดจำกัดไปจนถึงระดับ “ล้าน ควบคู่กับเทคโนโลยีกำจัด Noise Floor Modulation-นวัตกรรมการควบคุมสัญญาณรบกวนไม่ให้ผันแปรตามความถี่ของสัญญาณเสียง ส่งผลให้พื้นหลังเสียงสงัด มิติเสียงลึก และฟังสบายไม่ล้าหู
# John McDonald แห่ง Audience AV ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (President/ CEO) ของ Audience AV (หรือ Audience, LLC) เขาคือ ผู้นำทัพที่ขับเคลื่อนแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับทั่วโลกในฐานะผู้ผลิตสายสัญญาณ (Cables), เครื่องกรองไฟ (Power Conditioners) และลำโพงแบบไร้วงจรครอสโอเวอร์ (Crossoverless Speakers) ที่มุ่งเน้นความเป็นธรรมชาติและความ
ถูกต้องของเสียงเป็นสำคัญ ในอดีตนั้น (1979-1985) เขาได้ร่วมก่อตั้ง Sidereal Akustic ขึ้นเป็นบริษัทแรก ซึ่งแม้จะตั้งใจทำลำโพง แต่สิ่งสร้างชื่อกลับเป็น SiderealKaps คาปาซิเตอร์ระดับออดิโอไฟล์ให้วงการได้ประจักษ์
# Michael Schwab แห่ง ZELLATON ประธานกรรมการบริหาร (CEO/ President) ณ ปัจจุบันของ ZELLATON-แบรนด์ลำโพงระดับ Ultra Hi-End อายุเก่าแก่เกือบศตวรรษจากประเทศเยอรมนี โดยตัวเขาเองได้จับมือกับ Manuel Podszus วิศวกรเครื่องกลผู้เป็นทายาท (หลานของ Dr.Emil Podszus) สืบทอดนวัตกรรมไดอะแฟรมของตระกูล เพื่อร่วมกันนำพาแบรนด์ ZELLATON ขึ้นสู่จุดสูงสุดในโลกเครื่องเสียงร่วมสมัย ด้วยปรัชญาที่ไร้ซึ่งการประนีประนอม (No Compromise) ทั้งนี้ชื่อแบรนด์ ‘ZELLATON’ มาจากคำสมมติในภาษาเยอรมัน โดย “Zella” หมายถึง Cell (เซลล์) และ “Ton” หมายถึง เสียง…สื่อถึงเทคโนโลยีหลักที่ใช้โครงสร้างโฟมที่มีรูพรุนเหมือนเซลล์ในการสร้างเสียง
Michael Schwab มีแนวคิดในการบริหารที่เน้นการฟังจริงเหนือค่าทางเทคนิค (The Ear is the Ultimate Tool)-ถึงแม้ค่าพารามิเตอร์ทางวิทยาศาสตร์จะสำคัญ แต่ Schwab ยึดมั่นว่า “หูของมนุษย์และการฟังจริง” คือ ตัวตัดสินสุดท้ายในการจูนลำโพง ไม่ใช่การวิ่งไล่ตามตัวเลขบนแผ่นกระดาษ ทั้งยังใช้การจูนไดรเวอร์ด้วยมือ 100% โดยที่ Schwab ควบคุมมาตรฐานให้ไดรเวอร์ทุกตัวถูกผลิตและปรับแต่ง (Damped) ด้วยมืออย่างพิถีพิถัน เสมือนการสร้างและตั้งสายเครื่องดนตรีคลาสสิกชั้นสูง เพื่อให้ได้การตอบสนองที่เป็นเส้นตรง (Linear) ที่สุด ส่งผลให้วงจรครอสโอเวอร์ทำหน้าที่เพียงแค่จัดระเบียบสัญญาณ ไม่ใช่คอยแก้โทนเสียง
อีกทั้งภายใต้การนำของ Schwab แบรนด์ได้แตกไลน์เทคโนโลยีการพิมพ์นูนแบบ ไบโอนิกส์ (Bionics) บนไดอะแฟรมในซีรีส์ Ultra เพื่อกระจายเสียงในแนวแกนและขจัดความเพี้ยนสะสมบริเวณหน้ากรวยลำโพงอย่างเด็ดขาด (เริ่มจากระดับ Klassik>Evo>Ultra) โดยที่ลำโพงรุ่นใหญ่ของ Zellaton เลือกใช้โครงสร้างด้านหลังเปิด (Open Back) เพื่อระบายพลังงาน พร้อมงานสีเคลือบผิวภายนอก (Polyester Coating) หนาหลายชั้นมาตรฐานเดียวกับเปียโนระดับคอนเสิร์ตแกรนด์
ทั้งนี้ Zellaton : Reference MKII นับเป็นลำโพงอ้างอิงสร้างชื่อระดับโลกที่ Michael Schwab มักใช้เดินสายโชว์ตามงานเครื่องเสียงระดับนานาชาติ ซึ่งได้รับคำชมเรื่องความสงัด, ความเร็วในการตอบสนอง และความต่อเนื่องของเสียงที่เนียนเหมือนลำโพงประเภทไฟฟ้าสถิต (Electrostatic-like Coherence)
# Peter Lyngdorf แห่ง Lyngdorf Audio/ Steinway Lyngdorf ในฐานะผู้ก่อตั้ง (Founder) และเจ้าของร่วม (Co-owner) เขาคือ หนึ่งในนักประดิษฐ์และผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องเสียงระดับตำนานชาวเดนมาร์ก ทั้งยังได้เข้าซื้อกิจการแบรนด์เครื่องเสียงชั้นนำของโลกมากมาย Peter Lyngdorf มีอิทธิพลอย่างสูงต่อวงการไฮ-เอนด์มานานกว่า 5 ทศวรรษ เขาได้รับการยกย่องเป็น “บิดาแห่งแอมปลิฟายเออร์ดิจิทัลบริสุทธิ์ (Pure Digital) และระบบแก้ไขเสียงตามสภาพห้อง (Room Correction)”
Peter Lyngdorf ได้เคยสร้างนวัตกรรมพลิกโฉมวงการมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Tact Millennium (1999) แอมปลิฟายเออร์ดิจิทัลเต็มรูปแบบ (Fully Digital Amplifier) เครื่องแรกของโลกที่ใช้เทคโนโลยี Equibit™ แปลงสัญญาณ PCM ขับตรงสู่ลำโพงโดยไม่ผ่านขั้นตอนอะนาลอกแบบเดิม *Lyngdorf Audio (2005) แบรนด์ที่ตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีแอมปลิฟายเออร์ดิจิทัลและระบบปรับแต่งเสียงขั้นสูง *RoomPerfect™ (2006) เทคโนโลยีอัจฉริยะในการตรวจจับและปรับแต่งสัญญาณเสียงให้เข้ากับสภาพอะคูสติกของห้องฟังโดยอัตโนมัติ (Room Correction) ที่ก้าวหน้าที่สุดระบบหนึ่งของโลก ซึ่งช่วยแก้ปัญหาเสียงก้องหรือเบสบวมได้อย่างเด็ดขาด และได้รับการจดสิทธิบัตรและพิสูจน์แล้วว่า ช่วยให้ลำโพงแสดงประสิทธิภาพสูงสุดได้ในห้องทุกรูปแบบ โดยไม่ทำลายมิติ
เสียงดนตรี *Steinway Lyngdorf (2007) ความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์กับ Steinway & Sons ผู้ผลิตเปียโนที่ดีที่สุดในโลก เพื่อสร้างระบบเสียงซูเปอร์ไฮ-เอนด์ *Purifi Audio (2014) โดยร่วมก่อตั้งกับ Lars Risbo และ Bruno Putzeys เพื่อวิจัยเทคโนโลยีไดรเวอร์ลำโพงและโมดูลแอมป์คลาส D (Eigentakt) ที่มีความเพี้ยนต่ำที่สุดในอุตสาหกรรม *Radiant Acoustics (2024) แบรนด์ลำโพงน้องใหม่ล่าสุดที่ตั้งขึ้นเพื่อนำเทคโนโลยีระดับ Ultra High-End ของ Purifi มาใส่ในลำโพงที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ในราคาคุ้มค่า
# Ewald Verkerk จาก Vivid Audio & Mola Mola International ทำหน้าที่เป็น International Sales Director ให้กับทั้งสองแบรนด์ ซึ่งแม้จะไม่ได้เป็นวิศวกรผู้ออกแบบวงจรหรือตู้ลำโพงโดยตรง (ซึ่งหน้าที่นั้นเป็นของ Laurence Dickie สำหรับ Vivid Audio และ Bruno Putzeys สำหรับ Mola Mola) แต่เขาคือ “ผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์” (Product Specialist) ที่มีแนวคิดการทำงานและหลักการนำเสนอซิสเต็มที่โดดเด่น เขาเน้นย้ำเสมอว่า เป้าหมายสูงสุดของเครื่องเสียงไฮ-เอนด์ ไม่ใช่การมานั่งจับผิดทางเทคนิค แต่คือ การส่งมอบความสนุกและความสุข (Sheer joy and fun) จากบทเพลงสู่ผู้ฟังที่ชื่นชอบ
Ewald Verkerk ยังมีจุดเด่นเฉพาะตัวในการอธิบายเทคโนโลยีที่ซับซ้อนให้เห็นภาพเชิงประจักษ์ (Visual & Physical Demonstration) ซึ่งในการเดินสายบรรยายทั่วโลก (รวมถึงในงาน BIAV SHOW 2026) เขามักใช้วิธีสาธิตให้เห็นจริง เช่น การเคาะหรือทดสอบไดรเวอร์เพื่ออธิบายเทคโนโลยี Tapered Tube Loading (ท่อซับแรงสะท้อนเสียงด้านหลัง) ของ Vivid Audio ว่า สามารถสลายพลังงานส่วนเกินได้อย่างไร? อันเป็นการพิสูจน์เชิงประจักษ์ทางฟิสิกส์ อีกทั้งเขายังเป็นผู้สร้างความเข้าใจแก่ผู้ฟังว่า ดีไซน์ตู้ลำโพงทรงโค้งมนแปลกตาของซีรีส์ GIYA และ KAYA ไม่ได้ทำเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการออกแบบตามหลักวิศวกรรมการบินและฟิสิกส์ เพื่อขจัดปัญหาการหักเหของคลื่นเสียง (Diffraction) และลดการสะท้อนภายในตู้ นอกจากนี้เขาได้
สื่อสารแนวคิดของ Mola Mola ที่ว่า “Truth is Beauty” (ความจริงคือ ความงาม) หน้าที่ของเครื่องเสียงคือ การลบสิ่งที่ไม่ใช่ดนตรีออกไปให้หมด เพื่อคงเหลือไว้เพียงสัญญาณที่บริสุทธิ์ตรงตามที่ศิลปินบันทึกเสียงมามากที่สุด
Ewald Verkerk ยังแสดงออกถึงความเข้ากันได้ของดิจิทัลและอะนาลอก โดยมักจัดชุดร่วมกันระหว่างแอมปลิฟายเออร์/DAC ของ Mola Mola (เช่น รุ่น Makua, Tambaqui หรือโมโนแอมป์รุ่นล่าสุดอย่าง Ossetra) ควบคู่กับลำโพง Vivid Audio เพื่อโชว์ความสมดุลระหว่างภาคขยายคลาส D ที่มีความเพี้ยนต่ำระดับศูนย์ กับลำโพงที่ตอบสนองความถี่ได้ฉับไวและเที่ยงตรง
# Jean-Philippe Fontaine จาก Estelon, Siltech (หรือที่เรียกกันในวงการว่า “JP”) ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Vice President of Sales ให้กับ Estelon และ VP Sales APAC ให้กับ International Audio Holding (เครือผู้ผลิตสายสัญญาณ Siltech และ Crystal Cable) ด้วยภูมิหลังระดับปริญญาด้านวิศวกรรมเสียง (Sound Engineering) ผนวกกับใบปริญญา MBA และประสบการณ์บริหารแบรนด์ระดับโลกในอดีต (เช่น Focal, Cambridge Audio, McIntosh Group) แนวคิดการทำงานและการขับเคลื่อนแบรนด์ไฮ-เอนด์ของเขาจึงมีจุดเด่นเฉพาะตัว
จากพื้นฐานความเป็นวิศวกรเสียง JP เชื่อว่า เครื่องเสียงระดับ Ultra Hi-End ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขสเปก แต่คือ เครื่องมือส่งต่อ “ความรู้สึกและอารมณ์ร่วม” (Emotionally Engaging) ระหว่างผู้ฟังกับศิลปิน และเขายังมีจุดเด่นในการอธิบายเทคโนโลยีที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย เช่น การอธิบายเรื่องโครงสร้างตัวตู้ลำโพงหินอ่อนคอมโพสิตของ Estelon หรือนวัตกรรมตัวนำเงินและทองคำของ Siltech โดยโยงให้เห็นผลลัพธ์ว่า วิทยาศาสตร์เหล่านี้เข้าไปช่วยยกระดับมิติเสียง (Musicality) ในห้องฟังจริงได้อย่างไร?
นอกจากนี้ JP ยังมองว่า สายสัญญาณคือ “กระดูกสันหลัง” ของระบบ เขาเน้นย้ำว่า การใช้สายสัญญาณที่ดีจะช่วยเปิดเผยศักยภาพที่แท้จริงของแอมป์และลำโพง โดยไม่เข้าไปดัดแปลงหรือเพิ่มสีสันให้ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ-JP นั้นมีประสบการณ์การทำงานในเอเชียมายาวนาน เคยพำนักในเซี่ยงไฮ้และเข้าใจตลาดเอเชียเป็นอย่างดี จึงมีความเข้าใจในวัฒนธรรมการฟังของเอเชียอย่างดีเป็นทักษะส่วนตน
ทั้งนี้ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม ถึง 1 พฤศจิกายน 2569 จะเป็นโอกาสอันดีอีกครั้งของปี สำหรับการจัดงาน BIAV Show 2026 @ The Landmark Bangkok Hotel ในบรรยากาศที่ยังตราตรึงใจสำหรับหลายๆ ท่านทั้งผู้ร่วมจัดงานและผู้เดินชมงานภายในสถานที่จัดงานอันอลังการเช่นเดิม…ไว้เรามาพบกัน และร่วมกันฟังเสียงดีๆ จากซิสเต็มเด่นๆ ของแบรนด์ดังๆ ระดับโลกอีกครั้งเป็นการส่งท้ายปีม้าทอง
……………………………………………………
