แนะนำซีดี Vivaldi-Paul O’Dette, The Parley of Instruments, Peter Holman, Roy Goodman-Music for Lute and Mandolin

0

Hyperion : CDA66160 (1985) And Reissues

Hyperion (ไฮพีเรียน) เป็นชื่ออยู่ในตำนานเทพเจ้ากรีกโบราณ หรือ เทพปกรณัมกรีก ระบุว่า เป็นยักษ์ไททัน (Titan) เป็นเจ้าแห่งแสง และเป็นหนึ่งในยักษ์ไททัน ทั้งสิบสององค์ผู้ควบคุมสี่มุมโลก ซึ่งไฮพีเรียนนั้นควบคุมทิศตะวันออก ไฮพีเรียนเป็นบุตรของ Gaia (Earth) และ Uranus (Sky) โดยที่ไฮเปอเรียนนั้นมีบุตรร่วมกับไททันสาวนามว่า Theia (ซึ่งเป็นน้องสาวของเขา) 3 องค์ ด้วยกัน นั่นคือ Helios (Sun), Selene (Moon) และ Eos (Dawn) ทั้งนี้ Helios (ฮีลีออส) เป็นเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์องค์แรกก่อนจะยกหน้าที่นี้ให้แก่ Apollo (อะพอลโล)

ส่วน Hyperion ในความเป็นสังกัด ‘Hyperion Records’ บริษัทผู้ผลิตแผ่นเสียงและซีดีนั้น พูดได้ว่า เป็นค่ายเพลงแนวดนตรีคลาสสิกโดยจำเพาะ ที่มีความเป็นสังกัดอิสระของอังกฤษ นับตั้งแต่แรกก่อตั้งขึ้นในปี 1980 จนกระทั่งวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2023 ก็ได้ถูก Universal Music Group (UMG) เข้าซื้อกิจการ ส่งผลให้ Hyperion Records เป็นหนึ่งในสามค่ายเพลงคลาสสิกหลัก ร่วมกับ Decca และ Deutsche Grammophon ภายใต้การกำกับดูแลโดย Universal Music Operations Limited ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ UMG

Hyperion Records นำเสนอผลงานเพลงแนวดนตรีคลาสสิกทุกประเภท บทประพันธ์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ถึงศตวรรษที่ 21 โดยมี George Edward Perry (หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Ted Perry”) เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท ผลงานแผ่นเสียงไวนิลในช่วงแรกๆ ประกอบด้วยเพลงอังกฤษในศตวรรษที่ 20 ที่ไม่ค่อยได้บันทึกเสียงของนักประพันธ์เพลงอย่าง Robin Milford, Alan Bush และ Michael Berkeley ความสำเร็จของกิจการนี้ ปิดท้ายด้วยผลงานเพลง A Feather on the Breath of God (1985) ของ Hildegard of Bingen ซึ่งได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชม และได้รับความนิยม กำกับโดย Christopher Page ศิลปินยุคกลาง และกลุ่ม Gothic Voices ของเขา

Hyperion Records นั้นมีชื่อเสียงจากการบันทึกผลงานที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก โดยเฉพาะผลงานดนตรีอังกฤษตั้งแต่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) จนถึงยุคบาโรก (Baroque) และเปียโน คอนแชร์โตแนวโรแมนติกที่หลุดออกจากคลัง (Repertory) รวมทั้งผลงานของนักแต่งเพลงแนวโรแมนติกชาวสก็อต

ภายใต้การนำพาบริษัทของ Ted Perry นั้น Hyperion Records ได้รับทั้งรางวัล และคำยกย่องมากมายจากสื่อดนตรีคลาสสิกชั้นนำ และในเดือนมกราคม 1996 บริษัทได้รับรางวัล Best Label Award จากงานประกาศรางวัล Cannes Classiques Awards ทั้งนี้ Edward “Ted” Perry ได้เคยรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ MBE (Member of the Most Excellent Order of the British Empire) [เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันทรงเกียรติสูงสุดแห่งจักรวรรดิอังกฤษ] ซึ่งพระราชทานโดยสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธที่ 2 ในปี 1990 สำหรับผลงานด้านดนตรี

ชีวิตสมรสของ Ted Perry สิ้นสุดลงในปี 1981 เขามีบุตรชายหนึ่งคน และบุตรสาวสองคน ซึ่งหลังจากการเสียชีวิต ด้วยวัย 71 ปี ของ Ted Perry เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2003 ลูกชายของเขา Simon Perry จึงเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการแทนที่บิดา

Ted Perry ซึ่งเป็นอดีตผู้ช่วยร้านขายแผ่นเสียง ได้กู้เงิน 12,000 ปอนด์ เพื่อเริ่มต้นกับสังกัดบันทึกเสียงในแนวทางของตัวเขาเอง สำหรับสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็น “แผ่นเสียงที่ดี แผ่นเสียงที่จำเป็นต้องสร้าง ซึ่งยังไม่มีใครทำ” ชื่อสังกัด ‘Hyperion’ ที่เขาเองเป็นคนตั้ง (ตามชื่อบิดาแห่งเหล่ายักษ์ไตตัน ตามที่ได้กล่าวข้างต้น) ได้เปิดตัวในเดือนมีนาคม 1980

ในช่วงเวลาที่บริษัทใหญ่ ๆ มุ่งเน้นไปที่แนวเพลง Middle-Of-The-Road ที่ทำเงินได้มากมาย อย่างเช่น “Crossover Music” เวอร์ชันยอดนิยมของเพลงที่มีความคลาสสิก และซูเปอร์สตาร์ที่มีเสน่ห์เพียงไม่กี่คน แต่มิใช่กับ ‘Hyperion’ยังคงเป็นโอเอซิสแห่งความซื่อสัตย์ และยึดมั่นในอุดมคติ สำหรับกลุ่มผู้ฟังเพลงคลาสสิกที่ภักดี ทว่ามีจำนวนไม่มากนัก ซึ่งไม่ใช่จุดสนใจของค่ายเพลงใหญ่ ๆ อีกต่อไป

‘Hyperion’ สร้างชื่อให้ตัวเองอย่างรวดเร็วในฐานะค่ายเพลงที่หลงใหลในสิ่งแปลกใหม่ ผลงานบันทึกเสียงยุคแรกๆ ของสังกัด ได้แก่ Finzi and Stanford Clarinet Concertos ซึ่งบรรเลงโดย Thea King ร่วมกับ The Philharmonia Orchestra ภายใต้การอำนวยเพลงของ Alun Francis, และออร์แกนถอดเสียง (Organ Transcription) จากผลงาน Pictures at an Exhibition ของ Mussorgsky ซึ่งบรรเลงโดย Arthur Wills…ไม่นาน ‘Hyperion’ ก็ได้รับความนิยมในหมู่นักสะสม ทั้งจากความสนใจในผลงานของคีตกวีชาวอังกฤษที่ถูกมองข้าม ผลงานแนวโรแมนติกยุคแรกๆ ผลงานยุคกลางและบาโรก รวมถึงมาตรฐานการผลิตอันยอดเยี่ยม

แน่นอนว่า แม้จะมีผู้ชื่นชอบในความเป็น Hyperion ทว่าค่ายเพลงนี้ก็ต้องดิ้นรนอย่างหนักเป็นเวลาหลายปี เพื่อให้คืนทุน Ted Perry ถึงกับขับรถมินิแค็บตอนกลางคืน และดึงเอาครอบครัวของเขามาช่วยกันบรรจุแผ่นเสียงรอบโต๊ะในครัว แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อบริษัทออกผลงานเพลง “Sacred Vocal Music of Monteverdi” (ร่วมกับ Emma Kirkby-นักร้องโซปราโน, Ian Partridge-นักร้องเทเนอร์ และ David Thomas-นักร้องเบส) และที่ทำกำไรได้มากกว่านั้นคือ ผลงานรวมเพลงของ Hildegard of Bingen ในศตวรรษที่ 12

พูดได้ว่า ความสำเร็จของ ‘Hyperion’ เกิดจากการตระหนักถึงตลาดขนาดเล็ก แต่มั่นคงสำหรับผลงานเพลงคุณภาพเยี่ยมที่อัดแน่นไปด้วยสไตล์และคุณภาพเสียง ซึ่งอยู่นอกเหนือแกนหลักของแนวเพลงดาษดื่นทั่วไป ซึ่งมีอยู่มากมายในแคตตาล็อกของค่ายเพลงคลาสสิกชั้นนำ แม้ว่า Ted Perry จะไม่สามารถอัดเพลงซิมโฟนีขนาดใหญ่ ร่วมกับวาทยกรชื่อดังได้ แต่เขาก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ค่ายเพลงเล็กๆ สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยการใช้ประโยชน์จากตลาดเฉพาะกลุ่มอย่างเชี่ยวชาญ ดังที่นักวิจารณ์เพลงคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า “Hyperion มีพรสวรรค์พิเศษในการค้นพบบทเพลง ซึ่งทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ว่า เรามีชีวิตอยู่ได้อย่างไรกัน หากปราศจากมัน”

สำหรับซีดีที่หยิบมาแนะนำมีรายละเอียดดังนี้ – Vivaldi : Music for Lute and Mandolin (Concertos RV 532 for two mandolins, RV 425 for mandolin, RV 93 for lute, RV 540 for viola d’amore & lute, Trios RV 85 & 82 for lute, violin & cello). Paul O’Dette, Robin Jeffrey (second mandolin), Paul Goodman (violin & viola d’amore), The Parley of Instruments, Paul Goodman and Peter Holman. Hyperion CDA66160 (ออกจำหน่ายเป็น LP ในปี 1985, ออกจำหน่ายเป็น CD ในปี 1986) โดยเป็นผลงานสำหรับแมนโดลิน 2 ตัว, สำหรับแมนโดลิน, สำหรับลูท, สำหรับวิโอลา ดาโมเร และลูท, สำหรับลูท ไวโอลิน และเชลโล โดยบันทึกเสียงเมื่อวันที่ 1 และ 2 ธันวาคม 1984 ที่ Rosslyn Hill Unitarian Chapel, Hampstead, London

…โปรแกรมนี้บันทึกเสียงในเดือนธันวาคม 1984 และเผยแพร่ในรูปแบบซีดีในปี 1986 ประกอบด้วยคอนแชร์โตและทรีโอ พร้อมแมนโดลินและ / หรือลูท ซึ่งนับว่า หาฟังได้ยาก ทำให้โดยรวมแล้วเป็นที่น่าพอใจมากเมื่อวางจำหน่าย การเลือกตีความที่น่าทึ่งของ The Parley of Instruments ในบทนี้กลายเป็นคอนแชร์โตที่งดงามอย่างมาก (ซึ่งเป็นหนึ่งในคอนแชร์โตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคบาโรกของ Vivaldi)

ศิลปินอย่าง Paul O’Dette และวงดนตรีอย่าง The Parley of Instruments ได้บันทึกผลงานนี้ โดยเน้นความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ จึงได้รับการยกย่องอย่างมาก และ เป็นที่ชื่นชมในคุณภาพการบันทึกเสียงของ Hyperion ที่เก็บรายละเอียดของเสียงเครื่องดนตรีชิ้นต่างๆ ได้อย่างครบชัด ให้ความสมจริงขณะรับฟัง กระทั่งได้รับการนำมาจัดทำซ้ำ (Reissue) ในวาระสำคัญ อย่างครบรอบ 20 ปี ที่จัดทำเป็น Special Limited Edition ในปี 2000 และ ครบรอบ 30 ปี  “30th Anniversary” ในปี 2010 (ทว่าในปี 1993 มีการบันทึกเสียงที่เป็นคู่แข่งกัน โดยกลุ่มดนตรี ‘Il Giardino Armonico’ ของอิตาลีได้รับการตีพิมพ์โดย Teldec หมายเลข 4509-91182-2 และไม่มีการย้อนกลับมาจัดทำซ้ำ)

“บาโรก” (Baroque) เป็นคำที่ใช้เรียกช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ และหลากหลายที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ดนตรีได้อย่างชัดแจ้ง เครื่องดนตรีในยุคบาโรก ประกอบด้วยเครื่องสาย (String Instrument) เช่น ไวโอลิน, วิโอลา และเชลโล (รวมถึงเครื่องสายอื่นๆ อย่าง ลูท (Lute), วิโอลา ดา กัมบา (Viola da Gamba); เครื่องลมไม้ เช่น ฟลูต, โอโบ และบาสซูน; เครื่องเป่าทองเหลือง เช่น ทรัมเป็ต และฮอร์นที่ไม่มีลูกสูบ; เครื่องคีย์บอร์ด ได้แก่ ฮาร์ปซิคอร์ด (Harpsichord), คลาวิคอร์ด (Clavichord) และฟอร์เตเปียโน (Fortepiano-รูปแบบแรกของเปียโน) รวมถึงเครื่องกระทบ (Percussion Instrument) อย่าง ทิมปานี (Timpani)

วงออร์เคสตรายุคบาโรกมีขนาดเล็กกว่าปัจจุบัน โดยมีเครื่องสายเป็นแกนหลัก และมักจะมีฮาร์ปซิคอร์ดเป็นเครื่องดนตรีสำคัญในยุคบาโรก และเป็นส่วนหนึ่งของแนวเบสที่เรียกว่า เบสโซ คอนตินูโอ (Basso Continuo) แม้ว่า เครื่องดนตรีส่วนใหญ่ในวงดุริยางค์บาโรก (Barouqe Orchestra) จะคุ้นเคยกันดี แต่ก็มีเครื่องดนตรีสำคัญหลายชิ้นที่ไม่ได้ปรากฏในวงดุริยางค์สมัยใหม่แล้ว อย่างเช่น ฮาร์ปซิคอร์ดเป็นเครื่องดนตรีหลักที่ใช้เล่นคีย์บอร์ด (และเป็นสมาชิกสำคัญของกลุ่มคอนตินูโอ) และเครื่องดนตรีที่สำคัญในศตวรรษที่ 16 และ 17 เช่น ลูทและวิโอลายังคงถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง

เครื่องดนตรีหลากหลายรูปแบบที่ยังคงได้รับความนิยมในปัจจุบัน ยังทำให้วงดุริยางค์บาโรกมีเสียงที่แตกต่างออกไปอีกด้วย เครื่องสายอย่างไวโอลิน วิโอลา และเชลโล ใช้สายเอ็น (แทนสายที่หุ้มด้วยโลหะ ซึ่งใช้ร้อยสายในปัจจุบัน) ทำให้ได้เสียงที่นุ่มนวล และไพเราะยิ่งขึ้น

รูปแบบดนตรีบาโรกหลายรูปแบบมีต้นกำเนิดในอิตาลี นักประพันธ์เพลงบาโรกคนสำคัญๆ ที่มีชื่อเสียงหลายคนจากช่วงแรกของยุคบาโรกมาจากอิตาลี รวมถึง Claudio Monteverdi, Arcangelo Corelli และ Antonio Vivaldi (ในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 จุดสนใจเปลี่ยนไปที่นักประพันธ์เพลงชาวเยอรมัน Bach และ Handel ซึ่งยังคงอยู่ในแนวดนตรียุคบาโรกเช่นกัน)

……………………………………………………