สำหรับดนตรีบาโรก (Baroque) นั้น หมายถึง ช่วงเวลา หรือ รูปแบบดนตรีหลักของดนตรีคลาสสิกตะวันตก ซึ่งแต่งขึ้นช่วงประมาณปี ค.ศ.1600 ถึง 1750 รากศัพท์ของคำว่า Baroque น่าจะมาจากภาษาฝรั่งเศส Baroque (ซึ่งเดิมหมายถึง ไข่มุกที่มีรูปร่างไม่สม่ำเสมอ) และมาจากภาษาโปรตุเกส Barroco (ไข่มุกที่ผิดรูป) นอกจากนี้ยังมี คำว่า Barrueco ในภาษาสเปน และ Barocco ในภาษาอิตาลี ที่เกี่ยวข้องกัน-คำนี้จึงมีที่มาที่ไปไม่แน่ชัด
ทั้งนี้ดนตรีบาโรกดำเนินตามยุคเรอเนซองส์-Renaissance Period (โดยทั่วไปเข้าใจว่า ครอบคลุมดนตรียุโรปในศตวรรษที่ 15 และ 16 สำหรับการสิ้นสุดของดนตรียุคเรอเนซองส์นี้คือ การนำเอาดนตรีเบสโซ คอนตินิวโอ (Basso Continuo) มาใช้ในช่วงต้นยุคบาโรก) และตามมาด้วยยุคคลาสสิก-Classical Period (ยุคคลาสสิกเป็นยุคของดนตรีคลาสสิกระหว่างราวปี ค.ศ.1750 ถึง 1820 ทั้งนี้ยุคคลาสสิกอยู่ในช่วงระหว่างยุคบาโรกและยุคโรแมนติก มีความหลากหลายและความแตกต่างภายในบทเพลงที่เด่นชัดมากขึ้นกว่าแต่ก่อน และวงออร์เคสตราก็มีขนาด-Size, ระดับเสียง-Range และพลังเสียง-Power ที่เพิ่มมากขึ้น)
อย่างที่ได้บอกไป คำว่า “บาโรก” (Baroque) มาจากภาษาฝรั่งเศส และโปรตุเกส แปลว่า “ไข่มุกที่มีรูปร่างผิดปกติ” ซึ่งสะท้อนถึงสไตล์ศิลปะที่มีความซับซ้อน หรูหรา และเต็มไปด้วยอารมณ์ โดยทั่วไปแล้ว ท่วงทำนองของบทเพลง “ดนตรีบาโรก” มักบ่งบอกความจริงจังอันสง่างาม และความยิ่งใหญ่น่าประทับใจ ยุคบาโรกจะมีอายุซ้อนทับกันตั้งแต่ปี ค.ศ.1580 ถึง 1650, 1630 ถึง 1700 และ 1680 ถึง 1750 ดนตรีบาโรกเป็นส่วนสำคัญของหลักคำสอน “ดนตรีคลาสสิก” และยังคงได้รับการศึกษา การแสดง และการฟังอย่างกว้างขวาง
นักประพันธ์เพลง (Composer) คนสำคัญในยุคบาโรกได้แก่ Johann Sebastian Bach, Antonio Vivaldi, George Frideric Handel, Georg Philipp Telemann, Domenico Scarlatti, Claudio Monteverdi, Alessandro Stradella, Jean-Baptiste Lully, Jean-Philippe Rameau, Arcangelo Corelli, François Couperin, Heinrich Schütz, Dieterich Buxtehude, Heinrich Ignaz Franz Biber และ Johann Pachelbel…ที่ผมแสนจะโปรดปราน!!

Baroque : The Golden Age of Arts
ยุคบาโรกเป็นยุคหนึ่งที่ใครต่อใครมักพูดถึง โดยเฉพาะในแวดวงศิลปะและดนตรี ยุคนี้เกิดขึ้นราวปี ค.ศ.1600-1750 และมีอิทธิพลอย่างมากต่อวัฒนธรรมยุโรป สำหรับศิลปะบาโรก เป็นยุคที่เน้นความอลังการและความสมจริง ภาพวาดและประติมากรรมในยุคนี้มักแสดงอารมณ์ชัดแจ้ง การใช้แสงและเงาที่เข้มข้น (Chiaroscuro) เป็นเอกลักษณ์ของศิลปิน อย่าง Caravaggio และ Rembrandt ส่วนงานสถาปัตยกรรมก็มักจะมีความโอ่อ่า เช่น พระราชวังแวร์ซายส์ในฝรั่งเศส
สำหรับแวดวงดนตรี ยุคบาโรกเป็นช่วงเวลาของการพัฒนารูปแบบดนตรีใหม่ๆ เช่น Opera Concerto และ Fugue ลักษณะสำคัญของดนตรีบาโรกคือ การใช้เสียงประสานที่ซับซ้อน (Counterpoint) และแนวเบสที่ต่อเนื่อง (Basso Continuo) การใช้เครื่องดนตรีอย่างไวโอลิน ฮาร์ปซิคอร์ด และออร์แกนก็แพร่หลายมากขึ้น
คีตกวีที่มีชื่อเสียงในยุคบาโรก ได้แก่ โยฮัน เซบาสเตียน บาค (J.S.Bach) ผู้เชี่ยวชาญด้าน Fugue และ Cantata, จอร์จ เฟรเดริก ฮันเดล (G.F.Handel) ผู้สร้าง Opera และ Oratorio ที่ยิ่งใหญ่ เช่น Messiah และอันโตนิโอ วีวาลดี (Antonio Vivaldi) เจ้าของผลงาน The Four Seasons ที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
ยุคบาโรกเป็นรากฐานสำคัญของศิลปะและดนตรีในยุคปัจจุบัน หลักการของดนตรีบาโรก เช่น การใช้เสียงประสานและโครงสร้างของฟอร์มดนตรี ยังคงมีอิทธิพลต่อการแต่งเพลงคลาสสิกและดนตรีร่วมสมัย ในด้านศิลปะและสถาปัตยกรรม สไตล์บาโรกยังคงถูกนำมาใช้ในการออกแบบอาคาร โบสถ์ และภาพยนตร์ที่ต้องการความหรูหราและอารมณ์ที่เข้มข้น นอกจากนี้ การแสดงโอเปร่าและละครเวทีในปัจจุบันก็ยังคงได้รับอิทธิพลจากรูปแบบการเล่าเรื่องและการแสดงออกของยุคบาโรกอย่างชัดเจน
…แล้วดนตรียุคก่อนบาโรกล่ะ?-ดนตรียุคกลาง (Middle Ages) และ ดนตรียุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) คือ คำตอบ-โดยดนตรียุคกลาง ส่วนใหญ่แต่งขึ้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา และมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย มักเป็นดนตรีร้อง (เช่น เพลงสวดที่ใช้ในศาสนจักร) ส่วนดนตรียุคฟื้นฟูศิลปวิทยา เป็นช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ ซึ่งส่งผลต่อดนตรีที่เริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น และมีการพัฒนารูปแบบดนตรีทั้งการร้องและบรรเลงควบคู่กันไป ในขณะที่ดนตรียุคบาโรกได้เห็นคีตกวีที่แต่งขึ้นเพื่อราชวงศ์ และราชสำนักได้รับความนิยมมากขึ้น มีการนำดนตรีบรรเลงมาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะผลงานที่มีชื่อเสียง เช่น Four Seasons ของ Vivaldi หรือ Brandenburg Concerto ของ Bach ซึ่งเป็นดนตรีบรรเลง
สำหรับ Johann Pachelbel (พาเคลเบล) คีตกวีในดนตรียุคบาโรกที่ผมแสนจะโปรดปราน (นอกเหนือจาก Bach, Handel และ Vivaldi) เพิ่งจะผ่านครบรอบ 372 ปี ไปเมื่อเดือนกันยายนนี้เองครับ (ชาตะ 1653 มรณะ 1706) ซึ่ง ‘Johann Pachelbel’ นี่แหละเป็นผู้ประพันธ์ “Canon in D” อันสุดลือเลื่อง แสนไพเราะยิ่งนัก…
เขาเป็นคีตกวีและนักออร์แกนชาวเยอรมันที่สำคัญคนหนึ่งในยุค “บาโรก” (Baroque) ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ Johann Sebastian Bach (บาค) คีตกวีผู้โด่งดังในยุคเดียวกันมีชีวิตอยู่นั่นเอง และสิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนก็คือ Pachelbel นั้นรู้จักกับครอบครัวของ Bach และเขาก็เป็นครูสอนดนตรีให้พี่ชายของ Bach ด้วยเช่นกัน และพี่ชายของ Bach ก็ได้แบ่งปันความรู้ด้านดนตรีที่ได้รับจาก Pachelbel ให้แก่ Bach ก็เลยพูดได้ว่า Pachelbel นั้นมีอิทธิพลต่อผลงานของ Bach ไม่มากก็น้อย
ในยุคนั้น Pachelbel ได้รับชื่อเสียงอย่างล้นหลาม มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย โดยชื่อเสียงของเขานั้นมาจากผลงานที่เขาประพันธ์ขึ้นสำหรับเครื่องออร์แกน และสไตล์ดนตรีที่เน้นไปที่การการสอดประสานของทำนอง (Counterpoint) ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย มีความชัดเจนในเมโลดี้ (Melody) และเสียงประสาน (Harmony) ที่มีความแจ่มชัด
ตลอดช่วงชีวิตของ Pachelbel เขาได้ประพันธ์เพลงหลากหลายรูปแบบ ทั้งดนตรีเชมเบอร์ (Chamber Music) ที่ผสมผสานเครื่องดนตรีหลายชนิด และดนตรีประเภทขับร้อง (Vocal Music) โดยเพลงของเขาก็มีหลากหลายรูปแบบ เช่น Fugue, Chaconne, Toccata, Fantasia และอื่นๆ อีกมากมาย
เฉพาะอย่างยิ่งกับ “Canon in D” ที่นับเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของ Pachelbel เลยทีเดียว “Canon in D” ถูกแต่งขึ้นสำหรับไวโอลินสามตัว และเครื่องดนตรีเสียงเบสอีกหนึ่งเครื่อง โดยไวโอลินทั้งสามตัวจะบรรเลงในลักษณะการ “ไล่ล้อ” กัน หมายความว่า ไวโอลินทั้งสามตัวจะเล่นโน้ตและจังหวะเดียวกัน แต่เริ่มต้นบรรเลงไม่พร้อมกัน (บรรเลงห่างกันสี่ห้องเสียงไล่ตามกันไป) และประสานออกมาเป็นบทเพลงอย่างลงตัว ด้วยเหตุนี้ บทเพลง Canon in D จึงได้รับชื่อนี้มาเพราะคำว่า “Canon” หมายความว่า “เพลงไล่ล้อ” ส่วน”In D” ในชื่อนั้นหมายถึง “บันไดเสียง ดี เมเจอร์” (D Major Scale) ตามหลักทฤษฎีทางดนตรีนั่นเอง

…หน้าแรกของต้นฉบับ Mus.16481/8 ที่หอสมุดแห่งรัฐเบอร์ลิน ซึ่งเป็นสำเนาที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ของโน้ตดนตรี “Canon and Gigue in D Major” ของ Pachelbel
…………………………………………………………


























